ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
bulletMy History | ประวัติส้มไดอารี่
bulletGuestbook | ทักทายส้ม
dot
dot
bullet☼ Samui ☼ เดินทางไปสมุย
bullet☼ Samui ☼ ล่องเรือชมเกาะ
bulletครั้งหนึ่งที่ ธรรมกาญจนา
dot
dot
bulletJapan Trip 1 ตอน เดินทางวันแรก
bulletJapan Trip 2 มาทำความรู้จัก “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” กันค่ะ
bulletJapan Trip 3 ตอน เที่ยวเกียวโต (1/2)
dot
dot
bulletScotland ตอน เริ่มเดินทาง
bulletStonehaven ปราสาทงามริมเล
bulletซื้อของเข้าบ้านที่ IKEA
dot
dot
bulletศิริวรรณ หอยทอด ม๊ะ? จัดไป!
dot
dot
bulletยังขี้เกียจอยู่


Somdiary Online Fan Page
Follow my instagram ja :)
Somdiary Online Channel


Diary Repost: มาเรียนที่อังกฤษ ได้อย่างไรเนี่ยะ? ตอน 1 article

 

หมายเหตุ: เนื้อหาในส้มไดอารี่ฉบับพิเศษนี้ ถูกบันทึกไว้ในช่วงปี 2002 - 2006  


หลายคนถามส้มว่า ส้มมาอังกฤษได้อย่างไร คิดแบบไหนถึงมา แล้วก็ไม่รู้จักอะไรเลยนี่อะนะ ส้มก็ตอบกลับไปซะยาวเหยียด..............อยากอ่านไหมละว่า ส้มตอบไปว่าอะไร

สมัยเรียนหนังสือที่โรงเรียน ภาษาอังกฤษส้มเนี่ยะงูๆปลาๆ ไม่ค่อยเก่ง วันๆเอาแต่นั่งหลับในห้องเรียน บางทีก็เอาสมุดจดบันทึกแบบ 60 แผ่น มาฉีกหน้ากลางวาดรูปทุกๆวัน จนเหลือ 20 แผ่นได้ โดนครูทั้งดุ ทั้งตี แต่ก็ไม่เคยสนใจจะเรียนเท่าไหร่ คนที่ไม่เอาถ่านดีๆนี่เองค่ะ ตอนนั้นขี้เกียจสุดๆ ภาษาอังกฤษได้แค่เกรด 1 เอง บางเทอมเฮ้ยฟลุคแฮะ โผล่เกรด 2 มาได้ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เกรดไหนก็ไม่มีความสำคัญสำหรับเรา ก็ตั้งหน้าตั้งตาวาดรูปต่อไป จนส้มขึ้นชั้นมัธยมปลาย ซึ่งก็เรียนภาษาฝรั่งเศสด้วย (ศิลป์ภาษา) ต้องท่องศัพท์ภาษาอังกฤษทุกวัน วันละสิบคำ ตกอาทิตย์ละเป็นร้อยเลย เพราะมีทั้งวิชา อังกฤษหลัก อังกฤษเสริม อังกฤษจากการใช้คอมพิวเตอร์ อังกฤษอ่าน เขียน และบลา บลา บลา มากมายก่ายกอง เยอะมาก ท่องๆ เรียนๆ อยู่ครบจนจบมัธยม6 ส้มว่าภาษาอังกฤษส้มดีขึ้นนะ แกรมม่าเริ่มแข็งขึ้น แต่ก็จบมาคะแนนกลางๆ 2-3 เท่านั้นแหละค่ะ จริงๆ จบคะแนนแบบนี้มาได้ก็แทบหืดขึ้นคอ คิดเลยว่า ได้แค่นี้ก็บุญโขแล้ว เรียนหนักจริงๆ มัธยมปลายที่นี่ แถมยังเป็นชั้นศิลป์ภาษาที่ต้องเรียนเลขอีกด้วย ซึ่ง เลข กับ อังกฤษ คือวิชาตีคู่ที่คะแนนห่วยที่สุดตั้งแต่เกิดมาแล้วก็ตั้งแต่เริ่มเรียนมายัน ม.6 ก็ราวๆ 12 ปีนี่้แหละค่ะ 

ตอนนั้นส้มเข้าที่ ม.กรุงเทพ เรียนเทอมแรกก็เจอะกับภาษาอังกฤษที่สุดแสนจะง่ายแสนง่าย จากง่อยๆมาเจออะไรแบบนี้ก็ตาโตลุกวาวเหมือนกัน ง่ายยิ่งกว่า ม.ปลายอีก ส้มเลยท๊อปคลาสทั้ง listening & writing คือ อังกฤษของปี 1 จะง่ายมากกว่าปีอื่นๆ เห็นเพื่อนบอกงั้นนะ เพราะส้มเรียนปี 1 แล้วก็ออกตอนขึ้นปี 2 เลยไม่ทราบว่าหลังจากนั้นเป็นอย่างไร เพราะว่าตอนนั้น ที่บ้านอยากให้ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ มีอยู่วัน ป้าโทรมาหา "แม่เราอยากให้ไปอเมริกา ไปไหมลูก" ตอนนั้นหลับอยู่ก็ตกใจเลย (อยู่หอ) ก็แม่เคยบอกให้ไปตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมปลาย ส้มไม่ไปอ่ะ กลัว แต่พอคราวนี้.........อารมณ์มันคนละแบบเลยทันที มันเฉยๆ แบบ......ไปก็ดี 

แต่ขอบอก ตอนนั้นภาษาอังกฤษไม่ได้เลิศมากหรอกนะคะ โรงเรียนส้มก็สอนมาดีนะ เพราะเด็กเขมะสิริฯ อย่างพวกเพื่อนๆส้มที่ไปเรียน ม.กรุงเทพ ด้วยกัน ก็ได้คะแนนสูง ต่ำกว่ากันนิดหน่อยเอง 

 

ที่กล่าวมา ไม่ได้กะจะชื่นชมตัวเองหรอกนะว่า เฮ้ยย ส้มภาษาดี แข็งว่ะ แต่กำลังจะเล่าอะไรต่อไปนี้ให้อ่านกันว่า จริงๆแล้ว มันก็แค่นั้นน่ะ.............เพราะไปใช้จริง...........หืดขึ้นคอมากกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!

 

ก่อนมาอังกฤษ ที่บ้านเค้าคิดว่าอเมริกาน่าจะโอเหมือนกัน แต่มีคนรู้จักแนะนำว่า ถ้ามาศึกษาต่อกับประเทศที่เป็นเจ้าของภาษาน่าจะดีกว่าเยอะนะ อังกฤษปลอดภัยกว่า และก็มีโรงเรียนภาษา และมหาวิทยาลัยเจ๋งๆมากมาย น่าจะเหมาะกับการมาศึกษาเล่าเรียนจริงๆจังๆ แล้วก็ขอบอกตามตรงว่า ตอนนั้นส้มไม่รู้จักเลยว่า ประเทศนี้มันมีดีอะไร เด็กที่ยังไม่ได้เปิดกะลามาดูโลกภายนอกจริงๆนะตอนนั้น (อายุราวๆ 18ปี) อีกอย่าง ตอนเราอายุ 17 ปี มีโอกาสดีได้ไปเที่ยวที่อเมริกากับเพื่อนสนิท ที่บ้านเลยอาจจะคิดว่า อเมริกาคือหนทางแรกที่ควรนึกถึงก็ด้วย 

ตั้งแต่ความคิดที่จะมาเรียนต่อเมืองนอก ส้มก็ทำการดร๊อปเรียนที่ ม.กรุงเทพ ไปก่อน จริงๆลาออกเลยก็ได้นะคะ แต่ตอนนั้นไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะอยู่อังกฤษได้นานแค่ไหน ส้มไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ส้มกับแม่ก็คุยกัน แล้วท่านก็พามาปรึกษาที่ British Council (BC) ก่อนเลย สมัยนั้น มีอินเทอร์เน็ตแล้ว มีกูเกิ้ล แล้ว แต่มันยังไม่ดังมาก แล้วส้มก็เล่นไม่เก่ง เพราะมัวแต่เอาไว้แชตฝึกภาษาอังกฤษกับพวกฝรั่งบ้ากามที่ MSN Chatroom (ซึ่งปิดตัวไปนานโขแล้ว) ห้องที่นี่จะมีหลายแบบ มีคุยได้เลือกเพศ วัย ได้ คือห้องเค้าจะมีเป็นสิบ อยู่ที่การเลือกจะเข้าไป เคยหลงเข้าไปห้องประมาณ 30's เพราะไม่อยากคุยกับพวก อายุรุ่นๆกัน เค้าจะคุยอะไรที่เราไม่เข้าใจ แล้วก็จะมี sarcastic นิดหน่อยด้วย แต่จริงๆ ส้มแชตแหลกค่ะ เหตุผลเพื่อการฝึกภาษาอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะกับพวกฝรั่งลามกทั้งหลายแหล่ เอ้า ก็เจอแต่พวกนั้นจริงๆอ่ะนะ 

ที่ BC เองก็ไม่ได้มีหน่วยงานแนะแนวการศึกษาต่อโดยตรง แต่จะเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลของเอเย่นต์ต่างๆ ที่สามารถช่วยเราได้ เค้าก็ยกสมุดรายชื่อบริษัทมาให้ เปิดมา โอโห เป็นร้อยกว่าชื่อแน่ะ สิบกว่าหน้า ดูแล้วเบลอ จะงงมากว่า จะไปทางไหนต่อดี เริ่มต้นที่ไหนดี ส้มกับแม่ก็มองไปมองมา สะดุดตรง Mentor International ที่อยู่ใกล้กับ BC ณ ขณะนั้นมากที่สุด คือ ซอยต้นสน (ซึ่งตอนนี้ย้ายไปแล้วนะคะ) แม่เลยตัดสินใจขับรถมาที่นั่น แล้วก็เจอกับพนักงานในนั้นที่คอยให้คำการมาศึกษาต่อ โดยเขาให้เราเลือกสาขาที่จะเรียนต่อสำหรับปริญญาตรี เลือกเมือง (city) แล้วที่เหลือ ทางนั้นจะเป็นคนเลือกมหาวิทยาลัยมาให้เราพิจารณา เราไม่ต้องทำอะไรแล้วค่ะ 

ทีแรก ส้มสนใจด้านสื่อสารมวลชนที่ Leicester University เมือง Leicester แต่ไปๆมาๆ พ่ออยากให้อยู่ในลอนดอนมากกว่า เพราะมันทั้งสะดวก และก็รวดเร็วกว่า เผื่อเราอยู่ไม่ได้ ก็นั่งรถไฟมา Heathrow หนีกลับบ้านเลย (เออ ตอนนั้นพ่อก็คิดได้เนอะ) ส้มเลยตัดสินใจเลือก SOAS (School of Oriental and African Studies) University of London ซึ่งตอนนั้น ติดอันดับ Top 5 ในปี ค.ศ. 2001 แล้วก็เป็นปีแรกที่เขาเปิด Foundation Course ด้านสื่อสารมวลชน ของปริญญาตรีอีกด้วย อ้อ ลืมบอกไป ส้มต้องเรียนปรับพื้นฐาน 1 ปีก่อนเข้ามหา'ลัย

ที่นั่น เหมือนการเรียนเพื่อสอบเอนทร้านส์น่ะค่ะ แล้วพี่ที่ Mentor ก็แนะนำให้ส้มสอบ IELST ก่อน เพราะเป็นมาตรฐานของ Europe โดยเฉพาะอังกฤษจริงๆค่ะ (ถ้าไปอเมริกา TOFEL) เพื่อให้ได้คะแนนตามขั้นต่ำของที่มหาวิทยาลัยกำหนด สมัยนั้น ปี พ.ศ. 2544 ได้มั้งคะ ส้มตัดสินใจไปเรียนที่ AUSTIL ตามคำแนะนำของ Mentor อยู่เกือบ 2 เดือน (มั้ง) แล้วก็จะมีการสอบ MOCK EXAM เพื่อทดสอบว่าเราจะได้แค่ไหน จริงๆ IELST ยากมากๆนะ มันถึงต้องอยากให้เรียนกันก่อน โอยยย ตอนนั้นเตรียมตัวหลายเดือนเลย กว่าจะได้ไปอังกฤษจริงๆ เพราะต้องเรียนหลายอย่าง ทั้งพื้นฐ

านภาษาใหม่ ทั้งเรียน IELST ทั้ง ต้องทำการสอบ เรียนเสร็จก็ต้องไปสอบที่ British Council รอผล แล้วก็ค่อยยื่นให้กับมหาวิทยาลัย พอได้ผลปุ๊บ ส้มก็ไปเรียนเตรียมตัวในด้านภาษาที่ BC ถึง 3 เดือนเลยทีเดียวค่ะ 

จะเห็นได้ว่า แผนการของส้มน่ะ เป็นแบบ ลุยเอง หาข้อมูลแบบเชิงลึกเอง ไม่ได้มีการค้นคว้าทางโลกออนไลน์ ไม่เคยมาตั้งกระทู้ถามใครใน PANTIP ซึ่งตอนนั้นไม่รู้จัก (กะลาครอบศีรษะตั้งแต่เด็กแล้วละ) ส้มเองก็ใช้เนทให้เป็นประโยชนืไม่เป็นซะด้วย ไม่รู้จักเวปไซด์ของใครๆที่จะเข้าไปอ่านเป็นความรู้เกี่ยวกับประเทศที่เรากำลังจะไปนี้อีกด้วย 

ก่อนขึ้นเครื่อง ส้มไม่ได้รู้สึกอะไรมากกว่า ใจหายเล็กๆ และตื่นเต้น เพื่อนๆที่ไม่ได้มาส่ง ก็โทรมาล่ำลากันใหญ่ ส้มเองก็ไม่ได้มีคณะเพื่อนๆมาส่งเหมือนคนอื่นๆเขา เพราะตอนนั้นเที่ยวบินก็ดึก ครอบครัวส้มมากันก็เยอะอยู่ แม่ก็น้ำตาซึม พ่อก็ลั้นลาาา เพราะต้องไปส่งเราถึงอังกฤษ ไม่คิดว่าจากการเตรียมตัวมาอังกฤษของเรา ตั้งแต่ตั้นปี ค.ศ. 2001 จนถึงวันเดินทาง สิริรวมแล้วเป็นเวลาถึง 5 เดือนด้วยกัน ที่เราต้องเตรียมตัว และเตรียมใจ!

 แต่สิ่งหนึ่งที่ส้มต้องถือว่าเป็นเรื่องน่าอายมากที่สุดก็คือ "จัดกระเป๋า" มีน้องมาจากเมืองไทย ส้มเห็นเขาจัดกระเป๋ามาดีมากๆ คือเอามาครบครันเผื่อเหลือเผื่อขาดนั่นเอง มีหยูกมียา มีของจิปาถะ เยอะแยะไปหมด ล้วนแล้วแต่ก็(อาจจะ)จำเป็นก็ได้ ซึ่งค่อนข้างต่างกับเรามากมาย ไม่รู้ยัดอะไรมาตั้งมากมายในกระเป๋าเดินทางตั้ง 2 ใบ (เปิดมามีแต่เสื้อหนาว ทั้งๆที่ช่วงนั้นที่เดินทาง เป็น Summer ของเค้าพอดี) ตลกตัวเองจริงๆ ที่จัดกระเป๋าแบบไม่ได้สอบถามใคร เตรียมของมาเท่าที่ทำได้ 

น้องคนนี้ สมมติชื่อ เปิ้ล เธอขอความช่วยเหลือส้มผ่านเวปไซด์ส้ม ตั้งแต่ส้มอยู่กรุงเทพฯ (ตอนกลับบ้านช่วงปีใหม่) ตอนนี้น้องเขามาถึง ไม่มีที่อยู่ เลยให้มาพักที่ห้องชั่วคราว โชคดี ส้มรู้จักพี่คนไทยในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ชื่อพี่ดา (นามสมมติ)  พอดีพี่แกต้องการคนแชร์บ้านที่เค้าอยู่ ซึ่งเป็นราคาย่อมเยาว์ เลยรีบโทรไปหาพี่ดา ภายในวันที่น้องเปิ้ลเดินทางมาถึงนั่นแหละ แล้วก็พาน้องเขาดูบ้าน และพาไปเดินเล่นที่  China Town ก่อนเช้าอีกวัน จะพาไปส่งบ้างพี่ดา ซึ่งบ้านพี่เค้ามีทุกอย่างเลย ดีกว่าที่พักของส้มนะ ที่ส้มพักก็มีแต่ห้องนอนอย่างเดียวค่ะ แต่บ้านพี่ดา นี่มีทั้งโทรศัพท์ เฟอร์นิเจอร์ครบครัน รวมถึงผ้าปูที่นอน หมอนมุ้ง บางคนต้องซื้อหมดเลย ตอนส้มมาเช่าห้องนั้นแรกๆ เขาก็มีให้ส้มทุกอย่างนะ แต่ส้มก็ติดตั้งโทรศัพท์และเน็ตเอง ซื้อเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับเราเอง

ส้มนึกว่า ตอนส้มมาใหม่ๆ ส้มไม่ได้มีใครคอยดูแล หรือ ช่วยเหลือขนาดนี้นะ ภาษาไทยได้พูดเอาตอนอยู่ได้ 5 เดือน ก็แอบว้าเหว่นิดหน่อย คิดถึงเพื่อน เหงา คิดถึงบ้าน ไปไหนก็เจอแต่เพื่อนฝรั่ง จีน เกาหลี กับ ญี่ปุ่น วันแรกที่ส้มเดินทางมาถึง พ่อก็มาส่งนะ อยู่แค่ 3 วัน ก่อนเปิดเทอม แล้วก็รีบกลับไปทำงานต่อ T__T ทิ้งให้ส้มนั่งๆนอนๆ ในห้องคนเดียว เนทก็ใช้ไม่ได้ เพราะสาย LAN ในหอพักไม่ได้มีจัดไว้ให้ ก็คิดในใจ จะไปซื้อที่ไหนหว่า (จริงๆต้องไปซื้อที่ย่าน Tottenham Court Road) 

ส้มนั่งมองรอบๆห้องแล้วก็ถอนใจ หอพักที่ส้มอยู่ชื่อ Dinwiddy House ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน King's Cross ซึ่งเป็น Accommodation ของนักศึกษาปริญญาตรีที่ SOAS .......ตอนนั้น

พ่อกลับไปแล้ว จะหาไรกินยังไงละเนี่ยะ ไม่รู้จะทำไรต่อกับชีวิต รู้แต่ว่า มาแล้วเราต้องหาข้าวใส่ท้องให้ได้ เพราะเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับส้มนะ 

ส้มเดินออกจากห้อง เจอนักศึกษาชาวเอเชียห้องข้างๆ เลยหยุดทักทายกันแป๊บนึง แนะนำตัวเอง และคุยกับเขา ตอนนั้นใจเริ่มดีขึ้นแล้ว เพื่อนใหม่ของเราเป็นคนจีน ส้มถามเขาว่า ....ทำไมไม่มีคนในหอพักเลย ทั้งชั้นมีเธอกับฉันแค่นี้น่ะหรือ?... คนจีนคนนี้เลยตอบกลับมาว่า .........นี่มันซัมเมอร์แล้วนะ นักศึกษาก็กลับบ้านตัวเอง บ้างก็กลับประเทศตัวเองกันหมดน่ะสิ มีเขาอยู่คนเดียว แต่ก็กำลังจะย้ายออกเร็วๆนี้แหละ........... นี่ฉันเพิ่งรู้จักเพื่อนใหม่ แล้วเค้าก็จะไปจากฉันเร็วๆนี้แล้วหรอเนี่ยะ อะไรวะ เซ็งเลย! 

วันๆ สาวชาวจีนคนนี้เอาแต่เล่นเนท ได้ยินแต่เสียง ICQ ร้อง โอ๊ะโอ! ทั้งวัน เพราะกำแพงห้องที่กั้นระหว่างเราสองคน ค่อนข้างบางมาก ได้ยินกันหมด ส้มก็อยากจะลองเล่นเนทมั่ง ก็เลยแวะไปถามเค้าว่าจะต่อเนทได้ยังไงบ้าง เพราะคอมที่เอามา สาย LAN ใช้ไม่ได้ เขาก็บอกให้ไปซื้อสายมาต่อเอา ......ที่ไหนอ่ะ? เราจะไปซื้อถูกได้ไงอ่ะ เพิ่งมาไม่นานเอง ไม่รู้จักหรอก เซ็งอีกละ แสบท้องหิวว่ะ ไปดูในครัว............เตาอะไรเป็นแป้นๆกลมๆ เหมือนโลหะ.........โห ใช้ไม่เป็นว่ะ! 

คือส้มชินกับเตาแก๊สที่บ้าน ที่จะมีไฟพุ่งออกมา แต่นี่เป็นแผ่นเหล็ก จะรู้ยังไงว่าอาหารมันสุกตอนไหน เตาเริ่มร้อนตอนไหน ความคิดจะซื้ออะไรง่ายๆที่ซุปเปอร์ใกล้มหา'ลัยมาทำกิน ก็ต้องล้มเลิก หันไปทางไหนก็งง ก็เซ็ง ก็ไม่เข้าใจ จนนึกได้ว่า ก่อนมา Mentor ได้จัดสัมมนากับนักเรียนที่กำลังจะไปศึกษาต่อที่อังกฤษ เอกสารที่ให้มาก็มีเขียนไว้เรื่องนึงคือ "Culture Shock" แปลว่า การงงกับวัฒนธรรม นั่นเอง ตรงตัวมั้ย? คือประมาณว่า คุณจะเจอสิ่งที่เรียกว่า "ต่างวัฒนธรรม" หรือ สิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป สิ่งที่เรียกว่ามาตรฐานของเค้า มันอาจจะไม่เหมือนของเรา วัฒนธรรมการกิน การอยู่ หรือเวลา แม้แต่สภาพอากาศ ความคิด ความเชื่อ ต่างๆนาๆ รวมหมดค่ะ พอเราเจออะไรที่แตกต่างจากที่เราเคยชินกับบ้านเรา เราก็จะช๊อค และต้องปรับตัวเล็กน้อย บางคนก็อาจจะมีผลกระทบกับสภาวะในร่างกายเช่นแพ้อากาศ ทนสภาพอากาศหนาวไม่ไหว หรือสภาพอากาศที่มีแต่ลมแรงๆ ฝนตกบ่อยๆไม่ได้ ก็จะทำให้ป่วยง่ายสำหรับบางคนก็มี สำหรับส้มก็จะแพ้อากาศค่ะ ตาบวมเป่งเลย 

ส้มเลิกความตั้งใจ ที่จะไปทำอาหาร เดินออกจากหอ มาหาซื้อแซนวิสเย็นๆกินตามร้านค้าแถวๆหอ แถวนี้ร้านค้าที่ขายของเหมือน Family Mart หรือ 7Eleven (ก็อาจจะไม่ครบครันเท่า) เค้าเรียกว่า Corner Shop หรือ Convenient Store หรือที่คนไทยในอังกฤษมักพูดติดปากว่า ร้านแขก เพราะมีแต่แขกชาวอินเดีย ปากีฯ เป็นเจ้าของร้านแนวๆนี้ แล้วส่วนมาก มักต้องอยู่ตามมุมตึก 

ส้มแวะซื้อแซนวิส 2 ชิ้น น้ำผลไม้อะไรนิดๆหน่อยๆ ประทังหิว แต่ตอนจ่ายเงิน.........มันเริ่มเป็นปัญหากับส้มในวันแรกนั่นเอง...........เพราะคาดว่าของที่ซื้อในมือ ราคาไม่เกิน 10 ปอนด์ แต่แบ้งค์ที่ยื่นให้เค้าตอนนั้นคือ 50ปอนด์ ซึ่งมันเยอะและแยะมาก เทียบเท่ากับแบ้งพันบ้านเรา เค้าก็ถามว่า มีเหรียญมั้ย เราก็เลยหยิบเหรียญที่ได้แลกมาตอนนั่งรถไฟออกมาหมดทั้งกระเป๋า เกลี่ยๆให้เขาดู พนักงานขายก็ช่วยเรารับว่า นี่เพนนี นี่ปอนด์ แล้วก็บอกเราให้เราดูนะว่า เขาเอาเงินเราไปเท่าไหร่ ตรงกับราคาของไหม ซึ่งพนักงานเขาดีนะคะ พูดช้าๆ เราจะได้ไม่งง และ สับสน แต่บอกตรงๆ ตอนนั้นคิดในใจนะว่า 

 

.................เมื่อไหร่ เราจะดูออกวะเนี่ยะ ว่าเหรียญไหน เป็นอะไร เยอะแยะ พอๆกับบ้านเราเลย ...................

 

ก็ไม่เคยคิดเลยนะว่า หลังจากนั้นให้หลังไม่กี่สัปดาห์ ส้มจะเร็วรวดปานจรวด เวลาเขาคิดเงินมา สมมติ 1.95 ปอนด์ ส้มก็จะควักเหรียญ 50 เพนนี ตามมาด้วย 20 เพนนี 2 เหรียญ แล้ว เหรียญ 5 เพนนี และ สุดท้าย เหรียญ 1 ปอนด์ ถ้าเป็นสมัยแรกๆที่ส้มทำน่ะหรอ ... ขี้เกียจนับมากๆ กลัวช้า แล้วเกรงใจคนที่ต่อคิวจะรำคาญ เลยควัก 2 ปอนด์ หรือไม่ก็แบ้งค์ใหญ่ไปเลยอย่างที่เล่าข้างต้นนั่นแหละค่ะ

หลังจากได้แซนวิส ก็เอาไปนั่งทานในห้องนอน นั่งมองโน๊ตบุ๊คไป เซ็งไปอีก ...... แต่เซ็งได้ไม่นานค่ะ พอวันจันทร์ปุ๊บ เราก็เปิดเทอมเรียนซัมเมอร์ภาษาอังกฤษที่ SOAS คาดหวังจะได้เพื่อนกลับไปสัก 1 กำมือ แล้วก็ได้เจอเพื่อนเอเชียทั้งนั้นเลย ส่วนมากจะเป็น ญี่ปุ่น ตั้งครึ่งห้อง (เค้ามาเรียนภาษาสั้นๆ 3 เดือน) ที่เหลือก็จีน ไทย แขก ไรเงี้ยะ ตอนนั้นส้มเป็นคนไทยคนเดียวในห้อง เรียนทีก้มหัวแบบนักเรียนไทยเลยเวลาเค้าเรียกถาม สมัยนั้นไม่มั่นใจ ไม่กล้าตอบ นักเรียนเอเชียคนอื่นๆก็เป็นเหมือนกัน เหมือนมัวแต่ก้มหาเศษเหรียญด้วยกัน จนครูชาวอังกฤษ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นวัยรุ่นรำคาญ แกเซ็งมาก นอยด์มาก แล้วแกก็รู้ตัวด้วยนะว่าแกเริ่มมีอาการนอยด์คนเอเชีย จนแกต้องมาสารภาพกลางห้องเลยว่า 

 

............ฉันเป็นคน sarcastic มากๆ แม่ฉันยังว่าฉันเลย ...........

 

คือก่อนหน้าเค้าพูดจาประชดๆ เหน็บๆใส่ คือคำนี้มักจะเป็นนิสัยติดต่อของคนอังกฤษนิดหน่อย ที่ไม่ได้ว่าตรงๆ แต่จะว่าแบบกระทบกระเทียบ ประชดประชัน เหน็บแนม กัดๆแสบๆ อ่ะค่ะ ตัวอย่างอีกตัวอย่างที่เค้ากัดๆ อาทิ

 

"คุณคิดว่า หนังเรื่อง Peal Habour ดีหรือ? ฉันว่าหนังฮอลลีวู้ด ชอบทำราวกับว่าตัวเองเป็นฮีโร่งั้นแหละ" 

 

อีกตัวอย่าง

"ฉันไม่เข้าใจ ทำไมคนอเมริกันชอบพูดเพี้ยนจากคำว่า ...isn't it? เป็น innit? แถมใช้ผิดไวยากรณ์ตลอด ฉันเคยมีแฟนเป็นคนอเมริกัน แล้วฉันก็รำคาญมากๆ ใช้แต่คำนี้ ไม่ว่าประโยคจะเริ่มต้นด้วยกริยาแบบไหน ก็ลงท้ายแบบ innit ทุกที น่าเบื่อที่สุด " ............แล้วเขาก็ทำท่ากลอกตาไปมาแบบ....เบื่อโลกอ่ะ (บรรยายไม่ถูก)

นี่เป็นแค่ตัวอย่างคร่าวๆ ของคนอังกฤษนะคะ เท่าที่ส้มสัมผัสมา ส้มเจอแบบนี้มาน่ะ คือ เขาก็จะถามว่า ทำไมคนเอเชียนั่งนิ่งๆ ไม่เข้าใจว่าเป็นอะไรกัน มองพื้นทำไม แล้วทำไมไม่มองหน้าเขา เวลาถามคำถามอะไร จะตอบได้ไหม 

เรียนไปเรียนมา ชีวิตก็นักเรียนภาษาก็จบลง เพื่อเริ่มเข้าสู่คอร์ส Foundation Degree ซึ่งเป็นระยะเวลา 1 ปีที่ทรมานมากๆ

  

 ต่อตอนหน้านะคะ  (=^_^=)




Somdiary in the UK (old stories)

Diary Repost: มาเรียนที่อังกฤษ ได้อย่างไรเนี่ยะ ตอน 2 article
Trip to Scoltand ตอน เจอะวัวไฮแลนด์ และ fish & chips ที่ Tyndrum article
Trip to Scoltand ตอน เมือถึง Inverness และ Loch Ness article
Trip to Scotland ตอน จาก Aberdeen ไป Inverness ค่ะ (29-06-06) article
Trip to Scotland ตอน เดินทางมา Aberdeen article
Trip to Scotland ตอน ตะลุยผ่าน Stonehaven.....ปราสาท Dunnottar article
Trip to Scotland ตอน แวะเมือง Dundee เมืองอุตสหกรรม ที่นักท่องเที่ยวน้อย (27-06-06) article
Trip to Scotland ตอน ท่อง ST. Andrews สก๊อตแลนด์ เมืองแห่งกอล์ฟ 26-06-06 article
Trip to Scotland ตอน เริ่มเดินทาง ( 25 - 26.06.2006) article
วันรับปริญญา ในปี 2549 article
Thames Valley University เปลี่ยนชื่อแล้วค่ะ
LONDON IMAGES Volumn2 @ Oxford Street and Knightbridge
LONDON IMAGES Volumn1 @ Oxford Street and Knightbridge
21 November 2006 ผ่านอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน....เพื่อกระดาษใบเดียว....ใบปริญญา article
ภาพจาก Kew Garden8 มิถุนายน 2549 article
ท่องตลาด Spitalfields article
14 March 2006 : เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัย SOAS article
In you heart article
อินคา !!! เสาร์ที่ 10 มิถุนายน 2549 article
Saranrom สราญรมย์ ร้านอาหารไทย ตอนที่ ๒ article
Saranrom สราญรมย์ ร้านอาหารไทย ตอนที่ ๑ article
ทบทวนสักนิด ก่อนคิดที่จะไปสัมภาษณ์ (สำหรับขอวีซ่า) article
ย้อนรอย หนังสือ ส้ม’s Diary article
ประกาศ การเลือกตั้งในสหราชอาณาจักร....ค่ะ article
ส้มไดอารี่กับโรงเรียนสอนภาษาในลอนดอน ตอนที่ 2 (06-02-06) article
Invitation Letter (Edited Version) article
ส้มไดอารี่ กับ โรงเรียนภาษาในลอนดอน (04-02-06) article
ช่วงเวลาแห่งความอดทน 19-01-2006 article
The Lion King Musical 06-12-05 article
มู๋ย่างเกาหลี ที่ Regent Street (14-11-05) article
มาเรียนอังกฤษ มาอย่างไร ให้พร้อม ?? .......(18-11-05) article
วัน Halloween ที่ผ่านมา ............... (7 Nov 05) article
ลอนดอนไม่ได้หรูหราอย่างที่คิดหรอกนะ........17 OCT 2005 article
ปีสุดท้าย...ของการศึกษา.....12 OCT'05 article
หาบ้านในลอนดอน......ซื้อของเข้าบ้านที่ IKEA….6 ตุลาคม 48 article
ตอน พายายเที่ยวกรุงเทพฯจ๊า article
การบินไทย.......รักคุ๊ณเท่าฟ้าฟ้าาาาาาาาาาา........Trickดีๆสำหรับคนต้องการปรับเวลา article
Thai Square Putney Bridge .........Part 1 article
Thai Square Putney Bridge .........Part 2 article
The Lion King Diary's Gallery ....Part 1 article
The Lion King Diary's Gallery ... Part 2 article
วันลอยกระทง วัดพุทธประทีป พาตัวไปใกล้วัด 13 Nov 05 article
รวม Link เกี่ยวกับประเทศอังกฤษค่ะ article
My Pie article



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail


Copyright © 2010 All Rights Reserved.