ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
bulletMy History | ประวัติส้มไดอารี่
bulletGuestbook | ทักทายส้ม
dot
dot
bullet☼ Samui ☼ เดินทางไปสมุย
bullet☼ Samui ☼ ล่องเรือชมเกาะ
bulletครั้งหนึ่งที่ ธรรมกาญจนา
dot
dot
bulletJapan Trip 1 ตอน เดินทางวันแรก
bulletJapan Trip 2 มาทำความรู้จัก “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” กันค่ะ
bulletJapan Trip 3 ตอน เที่ยวเกียวโต (1/2)
dot
dot
bulletScotland ตอน เริ่มเดินทาง
bulletStonehaven ปราสาทงามริมเล
bulletซื้อของเข้าบ้านที่ IKEA
dot
dot
bulletศิริวรรณ หอยทอด ม๊ะ? จัดไป!
dot
dot
bulletComing soon


Somdiary Online Fan Page
Follow my instagram ja :)
Somdiary Online Channel


►เรียนปริญญาโทในอังกฤษ ต่างกับเยอรมนีอย่างไร โดย The Last Winter article

เรื่องนี้ ได้รับมาโดยบังเอิญ จากคุณ The last winter นามปากกาของเขาน่ะค่ะ เผอิญว่าเป็นเพื่อนของเพื่อน แล้วก็มาอยู่ลอนดอน ทำงานที่นี่ คุณคนนี้จบการศึกษามาจากเยอรมันนี เคยเขียนเรื่องให้เพื่อน และแล้วก็มีเหตุให้เพื่อนไม่ได้นำไปใช้น่ะค่ะ เห็นอั๋นบอกมาว่า พี่เขามีเรื่องนี้นะ แล้วก็เลยนำเรื่องมาให้ส้มพิจารณา หากว่ามันน่าสนใจ ส้มเลยได้นำมาลงให้เพื่อนๆอ่าน พร้อมภาพประกอบสวยๆจากเขานี่แหละค่ะ

 

******เริ่มเลยนะคะ******

 

 

เรียนปริญญาโท ที่ อังกฤษ ต่างกับเรียนที่เยอรมันอย่าางไร โดย The last winter 

 

ที่มาของการเขียนเรื่องนี้จริงๆแล้วก็ยังมึนๆอยู่ถึงตอนนี้ ไม่แน่ใจว่ามันจะมีสาระประโยชน์อย่างหมวดอื่นๆในเรื่องแนะแนวศึกษาต่อในWeb ไม่เคยมีความคิดว่าจะเขียนมาก่อน พอดีว่าเตยแห่งKarlsruheขอให้ช่วยเขียนเรื่องการเปรียบเรื่องการเรียนMasterในอังกฤษกับเยอมนี เพราะเตยเห็นว่าช่วงนี้คนสนใจเรียนMaster ที่เยอรมนีกันเยอะ (อ๋อเข้าใจละ! แต่ทำไมมาเปรียบกับอังกฤษ ทำไมไม่อเมริกาหรือที่อื่นละ อันนี้ตอนนั้นคิดในใจไม่ได้ถาม) บอกแล้วว่ายังมึนๆ แต่ไหนก็รับปากเค้ามาแล้วยังไงก็ไม่ยอมตายคนเดียวเลยไปบังคับขู่เข็ญเพื่อนๆที่(เหมือนว่า)ทรงคุณวุฒิให้มาลงเรือด้วยกัน เพื่อนบอยที่เคยเรียนตรีด้วยกัน หมอนี่เรียน MEng.ที่อังกฤษแต่ชะตาชีวิตพัดให้ไปทำงานหากิน(แกลบ)อยู่ที่เดนมาร์ก แล้วก็เพื่อนคิตที่เรียนMasterที่ Aachen แต่เร่ร่อนมาพำนักที่stuttgart เพราะสาวAachenไม่น่ารัก ไม่ใช่เพราะมาฝึกงานที่นี่ คุณงามความดีครั้งดีและความเลวทั้งหมดขอยกให้มันทั้งสองที่ไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยเลยยย แต่เพื่อนพาซวย มันมีบ่นบ้าง @*!?&X#$%&!!!! แต่เจอมุขหน้าด้านเข้าไป เฮ้ยเอาน่าช่วยกูเขียนหน่อย เลยต้องจำนน

 

ปล. ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ไม่ได้ถูกเขียนโดยผู้รู้หรือเชี่ยวชาญ หาข้อมูลกันบ้างเล็กน้อยบองส่วนก็เล่นก็อปจากwebมหาลัยมาทั้งดุ้น แต่ส่วนใหญ่อ้างอิงจากประสบการณ์ที่เจอกันมา ความคิดเห็นอาจไม่ได้ถูกไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ผู้อ่านควรใช้วิจารณยารณ์ (เขียนถูกมั้ยหว่า)

 

General Info

ถ้าพูดถึงการเรียน Master ที่อังกฤษแทบทุกคนคงเคยได้ยินอยู่2อย่างคือ จบเร็วแต่แพง คำกล่าวอ้างนี้ส่วนใหญ่จริงโดยเฉพาะอันหลัง Masterที่อังกฤษส่วนใหญ่จบในเวลา1ปีอาจเกินนิดหน่อย แต่ก็มียกเว้นเช่น MBA (Master of Business Administration) ของ LBS (London Business School) หรือที่ Manchester เป็นโปรแกรม2ปี ส่วนค่าเทอม (ทั้งcourse ไม่รวมค่ากินอยู่) อยู่ระหว่าง 9K-12K ปอนด์ สำหรับด้าน Science or Engineering ถ้าด้าน business จะแพงกว่านี้อีก 30-50%แล้วแต่มหาลัย (ถ้าเป็น MBAก็ยิ่งบ้าใหญ่ ค่าเทอมบางที่สูงถึง 40Kสำหรับ2ปี) มหาลัยแถว Londonหรือทางใต้ของอังกฤษมักจะแพงกว่าทางเหนือ เทียบกับที่เยอรมนีที่นี่ Master เรียน3-5เทอม ซึ่งก็ราวๆ 2-3ปี รวมฝึกงาน ค่าเทอมก็เช่นที่ Aachen EUR 650 ต่อเทอม ในส่วนของทุนระดับMasterที่มหาลัยให้ที่อังกฤษมีน้อยมากๆๆๆหรือได้ยากโคตรๆๆ ถ้ามีก็อยู่ในรูปที่ลดค่าเทอมให้หน่อย ถ้าทุนเต็มก็ให้กับพวก Phd.มากกว่า อันนี้น่าจะคล้ายๆกับที่เยอรมันนร.ต้องหาทุนจากข้างนอกเช่น จากบริษัทหรือองค์กรอื่น

 

 

Degree

 ในส่วนของ Degree เนื่องจากพวกกระผมจบ Master ไม่วิศวะก็บริหารธุรกิจ เลยไม่มีปัญญาจะเขียนด้านอื่น เลยจะขอเขียนเฉพาะ MSc. กับ MEng.ละกัน ที่อังกฤษต้องให้เพื่อนบอยผู้ชำนาญเขียน

การเรียนปริญญาโทที่อังกฤษในสายวิทย์ก้อมีให้เลือกสองแบบ MSc (Master of Science) and MEng (Master of Engineering) เราสามารถที่จะเลือกเรียนโทได้ตอนจบปีสอง ขึ้นปีสาม (ปีสุดท้ายของปริญญาตรี) ขั้นตอนจะคล้ายๆกัน ทั้งเกาะอังฤษ แต่ standard การเลือกจะแตกต่างกันดังนี้นะ

 

1.     MSc ก้อจะเหมือน เรียนจบตรี ต่อโทธรรมดา ก้อต้องสมัคร สัมภาษณ์กันไปตามธรรมเนียม จะเรียนสายที่เกี่ยวเนื่องกับตอนเรียนตรี หรือไม่ก้อแล้วแต่ผู้เรียน (เช่น ตอนตรีเรียน mechanical engineering ตอนต่อโทเรียน Environmental engineering เค้าก้อไม่ว่า ขอให้เค้ารับเข้าเรียนก้อพอ) จะใช้เวลาเรียนทั้งหมด สองภาคเรียน (หนึ่งปี) แล้วต่อด้วย Dissertation อีกสองสามเดือน แล้วแต่คนทำ ส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียนก้อ ประมาณ 15-16 เดือน จบ.


MEng คนเรียน ก้อต้องตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเอาดีทางที่เรียนอยู่ตอนเรียนตรี แล้วต้องคิดว่าแน่ คือทำคะแนนถึงเกณท์ที่เค้ากำหนด เช่น ต้องได้อย่างต่ำ เกรด 55% ขึ้นไป (อาจจะดูว่า โห 55% อ่อนหวะ แต่จิงๆแล้ว ได้ 50% ก้อถือว่าบุญหัวแล้ว เมื่อเปรียบเทียบว่าต้องเรียนร่วมกับฝรั่งหัวทองเจ้าของภาษา แล้วเวลาจารย์ให้คะแนน เค้าก้อไม่สนหรอกว่าคุณจะหัวดำหัวทอง) ถ้าทำได้ถึงเกณท์ ถึงมีมีสิทธิ์เลือก ที่นี้แหละ จะต้องแยกออกไปเรียนตะหาก ไม่ร่วมกับพวกเรียนตรีปีสุดท้ายทั่วไปแล้ว จะมีวิชาเสริมขึ้นมามากกว่าเดิม แต่จะไม่มี dissertation จนกว่าจะไปเรียนปีสุดท้ายจิงๆ พอจบตรีปีที่สามต้องได้ 55%ด้วย (นึกออกมะ ตอนเลือกก้อต้องได้เท่านี้ พอถึงเวลาจะเรียนจิง ก้อต้องได้ด้วย ไม่งั้น ปรับจบ แบบธรรมดา ไม่มี honour degree เดี๋ยวค่อบเล่าให้ฟังเรื่อง Honour)อย่างที่รู้กัน ในโลกนี้ไม่ค่อยมีมหาลัยประเทศไหนเค้าให้ Master of Engineering หรอก เพราะฉะนั้น คนที่จบเวลาสมัครงาน จะค่อนข้างมีเครดิตมากกว่า พวกจบ MSC แต่ก้อไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับความเชื่อนะจ๊ะ

 

ส่วนเพื่อนคิตได้พูดถึงของที่เยอรมันไว้ว่า ถ้ามึงไม่ได้เรียน diploma ไม่มีทางได้ Eng วะ กูยังไม่เคยเจอที่ไหนให้ MEng เลย แต่ถ้ามึงเห็นว่าที่ไหนให้ก็บอกมาละกัน กูน้อมรับ ข้อผิดพลาดวะ แต่ก็อาจมีที่ที่ให้ Eng ได้ มันขั้นกับ วิชาที่เรียนนะว่าพอจะให้เป็น Eng ได้มะ ซึ่งโดยส่วนมาก เวลาแค่ สองปี (typical) ใส่วิชาเหล่าที่ให้เป็น Eng ไม่พอนะ วิชาไรอันนี้ก็ไม่แน่ใจวะ แต่ว่า ถึงได้ Master of Science ก็ไมได้ต่างกับ Dipl.Ing เพราะว่ากูและเพือนกูก็หางาน ด้วย MSc. นี่แหละ.”

ไม่ใช่แค่หาครับ แต่เจอด้วย เพื่อนคิตกำลังจะเริ่มงานที่เยอรมนีนี่ด้วย MSc.อันทรงพลังของเขานี่แหละ โย่! นายแน่มาก 

Admissions

 

โดยรวมแล้วคล้ายกันนั่นคือมหาลัยจะขอ

  • ปริญญาตรีจากมหาลัยที่มีชื่อเสียง (ถึงแม้คุณจะสมัครมหาลัยเราที่ไม่มีชื่อเสียงก็ตามที!!) ส่วนเกรดที่คงแล้วแต่มหาลัยกับการแข่งขัน โดยเฉลี่ยที่อังกฤษถ้าจบตรีด้วย 2i ในสาขาที่จะเรียนโทกว่า 80% ของมหาลัยที่นั่นน่าจะรับ ถ้า1stนี่พี่ก็เชิญเลือกได้ตามสบายเลยอยากเรียนโทมหาลัยไหนนะคร้าบ Imperial, Cambridge, etc. ถ้าไม่ซวยจิงๆเค้ารับหมด แต่บางคอร์สเค้าก็ขอว่าต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อยกี่ปี เรียนเก่งอย่างเดียวก็ไม่รับ ข้อดีที่อังกฤษก็คือที่homepage มหาลัยเค้าจะบอกไว้เลยว่าเค้าขออย่างน้อยเท่าไร 1st class เท่านั้นหรือ 2i, 2ii เพราะงั้นเราพอจะรู้ก่อนสมัครแล้วว่าจะได้ไม่ได้ค่อนข้างมีมาตรฐาน ที่เยอรมันมันไม่บอกตายตัวว่าเกรดเท่าไหรตายตัว ส่วนเรื่อง honour degree เพื่อนบอยก็อธิบายไว้อย่างดี  

มาถึงเรื่อง Honor ที่ค้างไว้ ที่อังกฤษ มีHonor อยู่สี่แบบ แบ่งเป็น Class ต่างๆ อาทิ

 

► Third Class Honor พวกนี้คือพวกที่จบด้วยคะแนนเฉลี่ย 40 -49 %

► Second – Lower Class Honor หรือ ที่เรียกสั้นๆกันทั่วไปว่า 2ii พวกนี้คือจบด้วย 50-59% ผู้คนส่วนใหญ่ได้แต่นี้ก้อถือว่าเป็นบุญที่สะสมไว้แต่ชาติปางก่อนแล้ว

► Second – Upper Class Honor เรียกสั้นๆ ได้ใจความว่า 2i พวกนี้จบที่ 60 – 69% พวกนี้ทำบุญไว้เยอะ จบออกไป เครดิตดี ผู้คนสนใจ

First Class พวกนี้ได้ 70% ขึ้นไป พวกนี้ไม่ใช่คน เป็นเอเลี่ยนหัวโต ฉลาดเกินมนุษย์ จบไป มักเรียน phd ต่อ เพราะมหาลัยไม่ปล่อยไปง่ายๆหรอกนะ ต้องหลอกล่อให้อยู่ต่อดว้ย อำนาจเงิน

  • Proof of language proficiency ที่อังกฤษหรือ course inter ที่เยอรมัน ขอ IELTS 5.5-6 แล้วแต่ หรือTOEFLก็ 500-600 ถ้าตอนเรียนตรีเป็นภาษา eng มหาลัยบางที่ก็ยกเว้นให้ ถ้าต้องเรียนภาษาเยอรมันก็ต้องเรียนเยอรมันมาก่อนและสอบ DSH ให้ได้ ที่อังกฤษไม่ขอ DSH ทำไมน้าาาา

  • Letter of Recommendation มหาลัยที่อังกฤษส่วนใหญ่ขอ โดยให้ Prof.ตอนเรียนหรือ หัวหน้าที่ทำงานเขียนให้ ที่สำคัญคือต้องใส่ซองปิดผนึกแล้วเซ็นทับ เป็นความลับผู้สมัครห้ามอ่าน บางมหลัยProf. ต้องส่งเองโดยตรงเอง ของเยอรมันมีก็ดีไม่มีก็ไม่เป็นไร

  • อื่นๆ เช่น GMAT, GRE, work experience, special background อันนี้แล้วแต่คณะกับมหาลัย

พอดีนึกได้ตอนหาสมัครเรียนที่ต่างกันอย่างนึงคือ University ranking ที่อังกฤษจะมีข้อมูลพวกนี้ค่อนข้างมาก จัดทำจากหลายสถาบัน สิ่งนึงที่คนทั่วไปมักเชื่อก็คือ ที่อังกฤษต้อง Oxoford, Cambridge หรือ Imperial college เท่านั้นเพราะเป็นมหา'ลัยที่เก่าแก่มีชื่อเสียง จิงๆก็ไม่ถูกซะทีเดียว ความจริง มันแล้วแต่สาขาที่เรียนมากกว่า อย่างด้าน Control ที่ U. of Sheffield มีชื่อเสียงมากแล้วก็เข้ายาก หรือที่ U of Southampton ก็มีชื่อเรื่อง telecom ถ้าด้าน Business แล้วละก็ Cranfield ก็มีชื่อเสียงด้านนี้โดยเฉพาะในระดับนานาชาติ แต่คนไทยหลายคนอาจจะไม่รู้จัก ส่วนที่เยอรมันเรื่อง Ranking คงไม่ใช่เรื่องสำคัญมาก ขอตัดคำพูดจากเพื่อนคิตมาอีกละกัน

จบจากไหนก็ไม่ต่างมาก แต่ว่ามหาลัยกูอย่าง Aachen ก้มีชื่อเสียงว่า เก่าแก่วะ มหาลัยที่ดังๆ อีกก้ได้แก่ Stuttgart และ Munich เท่าที่กูเคยคุยกับคนเยอรมันทีทำงานมาอะนะ แล้วก็เวลาเข้าไปทำงานเค้าเหมือนจะเห็นว่าเก่ง...

 

Course programme

         

เนื่องจาก course ที่ผนเรียนไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเค้าเลยให้ยกให้เพื่อนคิตเขียนละกัน มีการบอกtrickไว้ให้ด้วย อย่างนี้แหละเพื่อนคิตเก๋าชม.บินสูง

 

โดยส่วนมากจะเป็น 2 ปี 4 เทอม โดย รายละเอียดแล้วแต่มหาลัย อย่างเช่น Lecture2, thesis and /or internship2 หรือ Lecture3, thesis and/or internship1 แต่ว่าบางที่ก็เรียนแค่ 3 เทอม ก็จะเป็น Lecture2, thesis1 ไรงี้ แล้วก็บางที่ก็ require ว่าต้องมาเรียนภาษาก่อนโดยทำให้ต้องมาก่อนเทอมนึง แต่โดยส่วนมาก เรียนภาษานี่แทรกได้ตามแต่ละเทอมไม่ค่อยทำให้เสียเวลาเพิ่ม หรือไม่ก็ require ว่าต้องมาเรียนวิชาพื้นฐานบางตัวก่อนแบบที่ Stuttgart นี่ ก็ต้องเสียเวลาเพิ่มอีกเทอม  เทอมนึงโดยส่วนมากแล้วจะเป็น 4 เดือน แล้วก็ปิด 2 เดือน แต่เรียกว่า ปิดก็ไม่ได้ เพราะว่า ช่วงสอบก็กิน เวลา ปิด จนเกือบหมดและ โดย ช่วง 4 เดือน ที่ เปิด นี่จะแบ่งเป็นช่วง มีเลกเชอร์ กับไม่มีเลกเชอร์อีก ซึงจะมีผลกับช่วงเริ่มสอบ และสิทธิ์ในการทำงานเต็มเวลาของการทำงานแบบ Werk Student โดยช่วงเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนไปตามแต่ละมหาลัย เวลาหยุดอื่นๆ ก็ตามเทศกาลวะ

 

  

ระยะเวลาบังคับ ฝึกงานแต่ละมหา'ลัยย่อมต่างกันนะ แล้วก็จริงๆการทำให้ได้เป๊ะๆ ตามที่เค้าบอกค่อนข้างยากวะ เพราะว่าที่ไหนเค้าจะรับฝึกงาน 2 เดือนวะ แต่มีวิธีวะ คือสมัครทีสิสไปเลยแล้วขอเค้าเริ่มฝึกงานก่อนสองเดือน อยากเสริมว่าที่เยอรมันนี่ มาสเตอร์เรียนค่อนข้างอัดวะ เทอมละ 7 -8 ตัวอย่างต่ำ แต่ว่า assignment จะไม่เยอะ แล้วก็วิชาส่วนใหญ่เป็น Lecture ให้ไปนั่งวะ แล้วก็สอบตอนท้ายเทอม น่าจะต่างกับวิธีเรียน มาสเตอร์ของประเทศอืนพอสมควรเลยวะ สอบนั้นก็แล้วแต่มหาลัยและ คณะวะ ทีสิสก็แล้วแต่ที่อีกวะ อันนี้บอกยาก อย่างที่ที่กุเรียนมี ตัวเล็ก (mini thesis or project) หนึ่งตัว กับ ตัวตอนจบอีกตัว (master thesis) และตัวเล็กไม่เอามาคิดเกรด แต่บางที่เค้าก็เอามาคิดเกรดด้วย หรือว่าบางที่เราก็สามารถร้องขอให้เค้าเอามาคิดด้วยได้ แล้วก็การเอามาคิดเกรดของทีสิสก็แล้วแต่มหาลัยอีกวะ แต่โดยมากจะมีผลพอสมควรถึงขั้น เปลี่ยน ตัวเลขนำหน้าได้เลยอะ เช่นจาก 2 กว่าๆ เป็น 1 กว่าๆ เลยอะ แล้วก็ถ้าทำกับมหาลัยอยากทำนานเท่าไหนก้เรืองของมึงแต่ว่ามันก็จะมีกฏเรืองการลงทะเบียนว่าหลังจากลงแล้วส่งได้เร็วที่สุด ช้าที่สุดเท่าไรแล้วแต่มหาลัย อย่างที่บอกอีกเหมือนกันเลกเชอร์แม่งอัดมึงให้ตายวะ เวลาว่างแทบไม่มี

 

แล้ว MEng ที่อังกฤ๋ษเป็นอย่างไรมั่งเพื่อนบอย 

 

“Meng ใช้เวลาเรียน หนึ่งปีเต็ม หลังจากจบปีสุดท้าย ภาคเรียนแรกมา ก้อต้องทำ Dissertation เลย เป็น practical ด้วย นั่นคือต้องหาบริษัทฝึกงาน แล้วก้อเสนอหัวข้อดิสเซอร์ ต้องไปทำทั้งหมดสามเดือน แล้วตอนจบต้องส่งDissertation (ไม่ต่ำกว่า 150 หน้า) พอหมดภาคเรียนแรก ที่นี้ ก้อง่ายแหละ แค่มีวิชาเรียนในห้องอีก 6-7 ตัว ก้อจบ ฟังดูง่าย แต่ยากหวะตอนสอบที่อังกฤษ ถ้าเรียนเกี่ยวกับmanagement ก้อเขียนกันตาเหลือก (เคยสอบ จารย์บอกว่า ต้องเขียนให้ได้มากว่า 8 หน้า ภายในชั่วโมงครึ่ง ไม่งั้นไม่ได้40%นะ ตายไปเลย) แต่ถ้าเป็นแบบคำนวณ ก้อมีข้อสอบทั้งหมด6-7 ข้อ ต้องเลือกตอบสี่ข้อ แล้วก้อมีข้อย่อยอีกๆ แล้วแต่วิชา 

เรียนอังกฤษจบเร็ว แต่ ก้ออย่างที่บอก จบแบบไหน ได้ 50% ก้อถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เรียนหนักมาก สอบทีก้อตายไปเลย อ่านกันหัวโต


เวลาว่างก้อหากันเอง คนไทยส่วนใหญ่ก้อทำงาน และขอสนับสนุนให้ทำด้วย เพราะเป็นการฝึกภาษาอย่างร้ายกาจ แต่ต้องหาเวลาเอาตัวรอดเรื่องเรียนด้วยนะ งานหาไม่ยากหรอก ถ้าอยากทำจิง

 

 

*****Summary*****

 

ถ้าให้นึกถึงตอนที่เรียนที่อังกฤษกับเยอรมันนอกจากในตำราคงเป็นเรื่องของการฝึกให้รับผิดชอบตัวเองมั้ง ทั้ง2ที่มีความยากต่างกันไป ที่นี่ก็อาจจะมีเรื่องของภาษาเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่อังกฤษก็กดดันเรื่องเวลาที่จำกัดมาก ทั้งสองที่ตอนเรียนก็รู้สึกว่ามันสอนคนให้เป็นควายนั่นคือมันถึกจิงๆว่ะ ถามว่าอะไรที่เป็นจุดแข็งของการเรียนเรียนที่เยอรมันคงจะเป็นเรื่องของภาคปฏิบัติที่มีมากกว่า โอกาสในการฝึกงานในรูปแบบต่างๆกับบริษัท ที่อังกฤษก็มีแต่ไม่มากเท่า กูชอบระบบที่เค้าให้เราไปฝึกงานแล้วก็ทำโปรเจคจากที่เลือกเองวะ ประสบการณ์ก็ได้จากตรงนั้น ความรุ้ที่เอามาถ้าไม่ทำโปรเจคไรเลยก็วอดว่ะ-เพื่อนคิตในเรื่องของวิชาที่เรียนที่เยอรมันต้องเรียนเยอะกว่าหลายวิชา บางวิชาก็ต้องเรียนซํ้าทั้งที่เคยเรียนตรีแล้ว หรือไม่ก็ต้องเรียนวิชาที่อาจจะไม่ใช่ในสายที่เราอยากเรียนโดยตรงแต่ต้องเลือกหรือบังคับเลือก ที่อังกฤษMaster ก็จะเรียนวิชาที่เฉพาะทางโดยตรง วิชาที่เคยเรียนตอนตรีเค้าจะไม่สอนใหม่ หรือจะพูดถึงตอนใน lecture แป๊ปเดียว ถ้าไม่ทันก็ต้องไปทวนกันเอง ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองที่บ้านเยอะ หรือไม่ก็เรียนเป็น block จบเป็นวิชาๆไป บาง course มี lecture อัดรวดเดียวเรียนวิชาเดียว 2 weeks จบแล้วเริ่มวิชาใหม่ให้เรามีชีวิตต่อไป แล้วค่อยฆ่าให้ตายพร้อมกันทีเดียวตอนจบเทอม  2อาทิตย์สอบ 9ตัวเป็นเรื่องปกติ (ไอ้ตอนเรียนจบใหม่ๆมึงก็ดันไม่สอบ พอจบเทอมที่เคยเรียนก็ลืมแล้วมึงก็ดันจะมาให้สอบ ฮ่วย) 

 

 จบโทที่อังกฤษก้อดีในความคิดส่วนตัว ผู้คนให้การยอมรับทั่วโลก เร็วดี แต่หนักหน่อย ถ้าผ่านได้ ก้อได้เปรียบเรื่องเวลากว่าชาวบ้านเค้า แต่จะแพงนะ แต่ก้อโอเคถ้าบ้านมีแรงส่งเสีย ถือว่าเสียตังค์ซื้อเวลา หนึ่งปี เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่เรียนโทสองปี-เพื่อนบอย

เรื่องกิจกรรมเคยได้ยินบางคนบอกว่าเด็กอังกฤษไม่สนใจทำกิจกรรม มักติดหรูใช้เงินฟุ่มเฟือย อันนี้คงต้องบอกว่าก็มีบ้าง แต่ที่เจอหลายคนก็ไม่เป็นอย่างนั้น คนที่มาอังกฤษเรียน Master มีเวลาแค่ 1ปีก็ต้องกลับแค่เรียนก็หมดเวลาแล้ว หรือมีเวลาบ้างหลายคนก็อยากจะเที่ยวให้คุ้ม จะให้อยู่นานก็ไม่ไหว ค่าใช้จ่ายที่นั่น 1ปีอยุ่ที่นี่ได้ 2-3 ปี บางคนมาเจอเพื่อนใหม่ 6เดือนก็ต้องแยกย้ายกันไป ขณะที่ที่นี่บางคนรู้จักกันเจอกันเป็นปีๆก็ต้องสนิทกันมากว่าเป็นธรรมดา

 สำหรับคนที่ทนอ่านจนจบ ก็ต้องขอขอบคุณ และหวังว่าคงเกิดประโยชน์กันบ้างโดยเฉพาะคนที่คิดจะเรียน Master ที่ขาดไม่ได้ขอขอบคุณเพื่อนบอยกับเพื่อนคิตอย่างมาก ไม่ได้พวกมึง กูตายแน่ไม่รู้จะเขียนอะไรให้เค้า  

 

จบแล้วครับ 

เขียนในปี ค.ศ. 2005

 *************************************




Friend's Stories

►อีกด้านหนึ่งของอังกฤษ....โดย คนไกลบ้าน article
►อยากไปทำงานที่ UK มีกี่วิธีที่จะไปได้ และต้องทำอย่างไรบ้าง article
►ทำงานใน Home Care ที่ Sheffield ประสบการณ์ตรงโดย คนไกลบ้าน article
►เคยได้ยินบางคนบอกว่า “เป็นนักเรียนทำงานไม่ต้องเสียภาษี” ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรลองมาดูกัน article
►ไปตรวจร่างกายที่ IOM โดย หนูอัยย์ article
►ขั้นตอนการขอวีซ่าแบบใหม่ โดย knottotay article
►ขอวีซ่านักเรียน+ระบุว่าแฟนอยู่อังกฤษ( by Me Myself & I) article
►ตอน..การยื่นขอวีซ่า ((ในทัศนะของหนูอัยย์เจ้าค่ะ)) article
►เอกสารขอวีซ่าคนละนามสกุล และสกุลเดียวกัน โดย Knot และ กบ (2003) article
►สิ่งสำคัญสำหรับคนที่จะขอวีซ่านะครับ โดย ตี๋น้อย (UPDATE) article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.