ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
bulletMy History | ประวัติส้มไดอารี่
bulletGuestbook | ทักทายส้ม
dot
dot
bullet☼ Samui ☼ เดินทางไปสมุย
bullet☼ Samui ☼ ล่องเรือชมเกาะ
bulletครั้งหนึ่งที่ ธรรมกาญจนา
dot
dot
bulletJapan Trip 1 ตอน เดินทางวันแรก
bulletJapan Trip 2 มาทำความรู้จัก “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” กันค่ะ
bulletJapan Trip 3 ตอน เที่ยวเกียวโต (1/2)
dot
dot
bulletScotland ตอน เริ่มเดินทาง
bulletStonehaven ปราสาทงามริมเล
bulletซื้อของเข้าบ้านที่ IKEA
dot
dot
bulletศิริวรรณ หอยทอด ม๊ะ? จัดไป!
dot
dot
bulletยังขี้เกียจอยู่


Somdiary Online Fan Page
Follow my instagram ja :)
Somdiary Online Channel


Trip to Scotland ตอน ท่อง ST. Andrews สก๊อตแลนด์ เมืองแห่งกอล์ฟ 26-06-06 article

 ออกเดินทางจากที่พักมายังจุดหมายปลายทางที่ อั๋นเรียกร้อง นั่นก็คือ St. Andrews อั๋นบอกว่า เป็นที่ที่เจ้าชายวิลเลี่ยมเคยประทับ และก็ทรงกอล์ฟที่นั่นด้วย..........และแล้วการเดินทางก็เริ่มจากการที่พวกเราทั้งหลาย พากันหาทางออกจาก Edinburgh เปิดสมุดแผนที่เมือง เพื่อเดินทางกันไปให้ถึงเป้าหมาย........ตอนส้มมาถึงวันแรกที่ Edinburgh ส้มก็ซื้อสมุดเที่ยว Scotland ที่เขาจะบอกเส้นทางสายสำคัญสำหรับขับรถ พร้อมกับ สถานที่น่าสนใจสำหรับแต่ละเมืองน่ะค่ะ ที่เห็นในรูปภาพนั่นก็คือบนโต๊ะส้มเอง ส้มกลับมาถึงที่พัก พร้อมกับเอกสารสำคัญหลายอย่างเลยล่ะ ทั้งโบรชัวร์ ทั้งหนังสือเกี่ยวกับสถานที่ที่เราไปกันมา เลยกระจายเต็มโต๊ะ แถมรกอีกต่างหาก กว่าจะหอบกลับมาลอนดอนได้ หนังสือพวกนี้แทบทับส้มตายขามานะเนี่ยะ เพื่อการเขียนในไดอารี่โดยเฉพาะเลย หนังสืออีกเล่ม ที่เขียนเป็นภาษาไทยว่า อังกฤษ ตัวเบ้อเริ่มนั้น หาซื้อได้จากเมืองไทยค่ะ มีข้อมูลที่สำคัญ และล้วงลึกถึงอารยธรรมตะวันตก ประวัติศาสตร์ของแต่ละเมืองและบุคคลสำคัญที่มีประวัติต่อเมืองนั้นๆเป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ  น่าซื้อมาก สำหรับใครที่มาอังกฤษ อยากทราบที่ไหนน่าไป น่าเที่ยว สำหรับการวางแผนท่องเที่ยวทั่วเกาะอังกฤษ รวมถึง Wales และ Scotland ด้วยน่ะค่ะ เพราะจะได้เอาไว้เป็นไกด์นำเที่ยว ให้รู้ว่าที่ไหนน่าไป และน่าแวะมั่งน่ะค่ะ  

 

 

 ออกจาก St. Andrews เราเดินทางต่อมายังสะพานที่มีในหนังสือ ชื่อว่า The Forth Road Bridge ค่ะ เป็นสะพานใหญ่มากๆ คล้ายๆกับสะพานแถวพระรามสามในกรุงเทพเลยค่ะ  ก่อนขึ้นสะพาน ต้องเสียเงินค่าขึ้น £1 ค่ะ สะพานนี้สร้างขนานคู่กับสะพานรถไฟที่ชื่อเหมือนกันเด๊ะว่า The Forth Rail Bridge ค่ะ ในหนังสือ เรียกทั้งสองสะพานว่า The Forth Bridges ค่ะ

 

จากข้อมูลอ้างอิง http://www.forthbridges.org.uk/railbridgemain.htm เวปไซด์นี้บอกไว้ว่า สะพานรถไฟเหล็ก คือสะพานเหล็กอันแรกของโลกที่สำคัญเลย the world’s first major steel bridge โดยสะพานมีความยาวถึง 2.5 กิโลเมตรค่ะ ความยาวพอๆกันเลยนะคะ สำหรับทั้งสองสะพานนี้ สวยงามตระกานตา สะพานเหล็กนี่สร้างเสร็จ 1890 โดยมี HRH Edward Prince of Wales มาทำพิธีเปิดสะพานนี้ค่ะ ส่วนสะพานที่เป็นถนนยาวออกไป ดังเวปไซด์นี้บอกไว้ว่า Her Majesty Queen Elizabeth II ทรงเป็นองค์ประธานทำพิธีเปิดสะพานแห่งนี้ด้วยเช่นกันค่ะ http://www.forthbridges.org.uk/roadbridgemain.htm

 

  

 

ผ่านความตื่นตา ความตื่นใจเกี่ยวกับสะพานงามๆสะพานนี้มาแล้ว ส้มก็เริ่มรู้สึกว่า สก๊อตแลนด์ เริ่มมีอะไรที่น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จริงๆความรู้สึกนี้ก็เริ่มมีมาก่อนแล้ว ตอนส้มเดินอยู่ใน Edinburgh เพื่อหาร้านเช่ารถที่เราจองไว้ทางเนท Enterprise ส้มก็ได้เดินผ่านอาคาร บ้านเรือน อะไรมากมายที่ดู โอ่อ่า มากๆ ตามท้องถนน และที่สำคัญ ถนนบ้านเมืองเขาจะเป็นเหมือนเป็นทางลาดชัน หรือเนินๆเหมือนเขา แต่มีบ้านช่องของคนอยู่มากมาย อาคารสีเข้ม พร้อมกับการตกแต่งที่ดูเป็นเลิศ หรูหรา ทำให้เมือง Edinburgh นั้น ดูมีเสน่ห์จนน่าหลงใหล เดี๋ยวส้มจะนำรูปภาพทั้งหมดมาลงอีกครั้งตอนมา Edinburgh วันสุดท้ายแล้วกัน เพราะจริงๆ แผนการของพวกเราคือ มาพักที่นี่คืนนึง แล้วก็ขับรถไปเที่ยวนอกเมือง แล้วก็ออกไป เที่ยวที่อื่นอีก ค่อยกลับมา sightseeing เมืองนี้อีกรอบ เป็นที่สุดท้ายน่ะค่ะ

 

 ข้ามสะพาน ออกมาเรื่อยๆ เพื่อที่จะมาพักที่เป้าหมาย นั่นก็คือ St. Andrews ระหว่างทาง ก็เริ่มมองเห็นภูเขามากมาย รายล้อมอยู่รอบตัวเรา มันไม่ใกล้เลย มันดูไกลมากๆ แต่เขียวขจีไปทั่วอณาเขตที่เราทอดสายตาออกไป ทำให้ส้มถอดแว่นตา แล้วมองรอบๆ เพื่อพักสายตากับสีเขียวขจีเหล่านั้น อย่างมีความสุขก่อนที่รถจะมาแวะจอดที่ Park ข้างทาง.........เพื่อนๆคะ เวลาเพื่อนๆจะจอดรถน่ะค่ะ เพื่อถ่ายรูป เพื่อนๆสามารถหาป้ายที่เขียนว่า P ข้างถนนได้นะคะ แล้วเขาจะบอกระยะว่า ข้างหน้ามี park ในอีกกี่เมตร อะไรก็ว่าไป ที่อังกฤษใช้เรียกระยะทางที่เป็น เมตรๆ ว่า ยาร์ด (Yard) ค่ะ ส่วน กิโลเมตร (ที่บ้านเราคุ้นเคยกันดี) เขาใช้เป็นไมล์ (Mile) แทนค่ะ

  

ส้มแวะกันตรงบริเวณที่เรียกว่า FIFE ไม่แน่ใจว่าคือแถวไหน แต่มันก็คงไม่ใกล้ไม่ไกลจาก Edinburgh มากนัก ออกมาจากรถ พวกเราก็ลิงโลดกันเหมือน กระดี่ได้น้ำ จริงๆนะ เหมือนคนเมืองไม่เคยเจอป่า เจอเขางามๆอย่างนี้มาเป็นปีๆ เหมือนคนเขาที่ไมได้สัมผัสหาดทรายน้ำทะเล พอได้เห็นบรรยากาศป่าเขาที่สวยงาม และเขียวขจีแบบไม่น่าเชื่อมาก่อนแบบนี้ ทำให้ส้มมีความสุขมากๆ มองไกลออกไป สองข้างทางของที่ Scotland นี่ดูเหมือนจะอยู่ลำพังกับ  ป่าเขา ต้นน้ำ ลำธาร กับ แกะ และ วัว เท่านั้นจริงๆนะ .......... ถ้าบ้านเราก็มีทุ่งนา กับ วัว ควาย ซึ่งส้มก็ชอบนะ มันสวยไปอีกแบบ เพราะส้มเองก็เคยอยู่บ้านยายที่เป็นพื้นนา ท้องไร่ และส้มชอบความเป็นธรรมชาติอย่างนั้นมากๆค่ะ แต่ภูเขาหัวโล้นมันไม่จรรโลงใจเลยอ่ะ ขอบอก 

 

 

ตรงที่เราจอดรถถ่ายรูป ก็เป็นไหล่ทางที่ตกแต่งน่ารัก มีโต๊ะให้ และก็มีสนามหญ้าให้ด้วย พวกเราก็วิ่งลงจากรถมาแหมะกันที่ตรงนั้นก่อนเลยแฮปปี้ๆๆ หลังจากไม่ได้ออกมา countryside แบบนี้เท่าไหร่ แล้วเราก็เจอกับป้ายเก่าๆ ที่เขียนว่า The Kingdom of FIFE ค่ะ แต่ไม่ได้อ่านรายละเอียดอะไรมากนัก ป้ายดูเก่าและก็แก่มากๆเลยนะเนี่ยะ สกปรก รกๆ ไปหน่อย แต่พวกเราก็ยังถ่ายรูปกันเป็นมุมใคร มุมมัน บางคนก็แกล้งทำเป็นอ่านแผนที่ บางคนก็แกล้งทำเป็นซนกันไป บ้างก็นอนบนพื้นหญ้าบริเวณนั้น สนุกสนานเหมือนเด็กหนีโรงเรียนเชียวล่ะ เอิ้กๆ

 

 เอาล่ะ ออกจากบริเวณนั้นมาได้สักพัก รถก็ยังคงมุ่งหน้าต่อไป บนถนนสองเลนสวนกัน ดังภาพ ขับไปจนส้มเผลอหลับ เพราะดูจากแผนที่ St. Andrews ก็น่าจะไกลจากตัวเมือง Edinburgh พอสมควร นี่ถ้าไม่ได้เช่าโรงแรมอยู่มาล่วงหน้าแล้ว คงไม่มีใครกลับไปที่ Edinburgh แน่นอนคืนนั้น เพราะมันจะเท่ากับว่า เราวกไปวนมาไม่รู้จบนั่นแหละค่ะ ............  

 

ระหว่างทาง เพื่อนมองเห็นป้ายโตๆเขียนว่า Local Scottish Strawberries ที่ให้เราเข้าไปเก็บได้ตามใจชอบ เป็นสวน แต่พอเพื่อนเลี้ยวรถเข้าไป ........ดัน กลับเจอป้าคนนึง นั่งอยู่บนโต๊ะเฝ้ากล่องสตอเบอรี่ที่คุ้นตา (เหมือนเห็นในลอนดอนก็มีขาย) แล้วไหนล่ะ สวนและทางเข้า ทำไมเข้ามาเจอแต่ป้าคนนี้ ......... เพื่อนส้มก็เอ๋อสิคะ เลี้ยวเสร็จก็วกกลับออกมาเลย ....... แต่ส้มก็อยากลองเข้าไปถามนะว่า สวนป้าแกอยู่ไหนกันแน่

 

ออกมาเรื่อยๆ เราก็มาถึงกับสนามกอล์ฟของที่นี่......เราแวะเข้ามาดู แล้วก็มองแผนที่ว่า เรามาผิดที่หรือเปล่า เพราะสถานที่ดูเหมือนเป็นสถานที่สำหรับการมาตีกอล์ฟอย่างเดียว..............อ้อ..........เพื่อนๆทราบมั้ยคะว่า กิจกรรมของคน Scot ทุกเมือง ก็เหมือนๆจะเป็นการเล่นกอล์ฟนี่แหละค่ะ หลายคนก็จะเล่นที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน หลายคนก็ออกมาตีกอล์ฟกันที่สนามจริง จนมีพิพิธภัณฑ์กอล์ฟด้วยนะคะ ...... เลยถือได้ว่า กอล์ฟ เนี่ยะ คือกีฬาที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเขาก็ได้นะ

 

เราแวะมาพักดูป้ายสถานที่ต่างๆแล้ว เราก็รีบกลับรถออกไป เพื่อมุ่งตรงไปยังตัวเมือง ST. ANDREWS ที่เรามองในแผนที่ว่า มีจุดที่น่าสนใจอยู่ริมทะเล ไม่ทะเลก็ภูเขาละนะ พอมาที่สก๊อตแลนด์ เพราะเมืองสก๊อตส่วนมากจะติดกับทะเละ และก็ภูเขาค่ะ ดังนั้น เมืองด้านหนึ่งก็จะเป็นทะเล อีกด้านก็จะเป็นภูเขา ข้างในก็จะมีภูเขาเยอะๆ สลับกับทะเลสาปเล็กๆ เขาว่ากันว่า ทะเลสาบพวกนี้อ่ะ น้ำก็มาจากน้ำทะเลนี่แหละ แต่ส้มคิดว่าคงไม่ทั้งหมดหรอกมั้งนะ ............ อ้อ ......... ต้องบอกก่อนว่า ทะเลสาบที่ Scot เขาเรียกกันว่า Loch น่ะค่ะ ตัวอย่างเช่น Loch Ness เป็นต้น .......แต่ไดอารี่หน้านี้ เรายังไปไม่ถึง Loch Ness นะคะ เรายังอยู่ St. Andrews อยู่ค่ะ

 

ขับรถออกมาจากเป้าหมายได้สักพักนึง เราก็มาเจอะกับจุดท่องเที่ยวหลักของ St. Andrews ค่ะ และก็มหาลัย....ตามป้าย Welcome ของเมืองนี้ เขาเขียนประวัติของเมืองนี้ไว้อย่างมากมายทีเดียว และก็สะดุดว่า St. Andrews คือเมืองแรกของ Scotland ที่มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นค่ะ และนั่นก็คือ มหาวิทยาลัย St. Andrews ที่เงียบสงบนั่นเองค่ะ

 

เอาล่ะ จอดรถภายในเมืองได้ปุ๊บ ก็รีบจู๊ดๆๆๆ ออกมาจากตรงนั้น เพื่อที่จะมายังทะเลที่เรารอคอย วันนั้นอากาศดีสุดๆ ค่อนข้างเย็น แต่ไม่หนาวค่ะ อากาศดี มีลมทะเล แล้วก็มีเสียงนกร้องตลอดเวลา ส้มรู้สึกดีมากๆเลยนะคะ ไม่ว่าจะไปเมืองไหน (ส่วนมากส้มไปเมืองหลักๆที่ติดทะเล)ก็มักจะมีทะเล และก็มีเสียงนกร้องกันเยอะแยะ ให้อารมณ์เหมือนเราอยู่ทะเลตลอดเวลาเลยล่ะค่ะ

 

ออกมาจากที่จอดรถ เดินมาเรื่อยๆ ลัดเลาะกับคูหาอาคาร ก็เจอกับเสาเป็นแท่งสูงๆ ซึ่งส้มไม่ได้อยากจะค้นคว้านักว่ามันคืออะไร ก็เลยปล่อยมันไป เห็นทัวร์เขามาลง อธิบายใหญ่เลยอ่ะ พยายามเงี่ยหูฟัง แต่จำอะไรไม่ได้เลย แถมฟังไม่รู้เรื่อง.......สำเนียงสก๊อตฟังยากมากๆค่ะ แต่ก็ไม่ได้ยากซะจนสื่อสารไม่ได้หรอกนะ..........แค่สำเนียงเขาจะเน้นน้ำหนักไม่เหมือนกันน่ะแหละ ถ้าหากใครดูหนังเรื่อง Brave Heart ที่ เมล กิ๊บสัน เล่นนะ จะทราบเลยว่า สำเนียงเขาเป็นอย่างไร 

 

เราถ่ายรูปกันตรงนั้นสักพัก ส้มก็เดินลงมาเรียบน้ำทะเล แต่ทะเลที่ประเทศอังกฤษ จะไม่เหมือนบ้านเมืองเราที่เมืองไทยหรอกนะคะ ที่ตามรีสอร์ท จะได้รับอนุญาตให้สร้างริมทะเลได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะว่าจริงๆแล้วเนี่ยะ ตามที่ส้มเรียน Hospitality Management มา ในคอร์ส Resort and Casino น่ะค่ะ อาจารย์ท่านพูดว่า โรงแรมเขาให้มีถนนสร้างตัดหน้าโรงแรม และให้บริเวณชายหาดนั้น เป็นบริเวณสาธารณะ เพื่อให้ ประชาชน (make the most of it) ได้มีส่วนในชายหาดของประเทศเขาอย่างเต็มที่ ส้มเองยังไม่เคยเห็นที่ไหนในอิงแลนด์ว่า จะมีโรงแรม หรือรีสอร์ทตั้งอยู่ริมทะเลชัดๆเหมือนเมืองไทยเลยนะคะ แต่ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่านะคะ เพราะเท่าที่เคยไป Brighton และ Bournemouth ก็ไม่เห็น ยิ่งมาสก๊อตแลนด์แล้ว ยิ่งไม่เห็นใหญ่เลย (หรือมี ใครรู้เมล์มาบอกด่วน ฮิๆๆ จะได้แก้ไดอารี่ทัน)

 

 

ทีนี้ เราก็เดินตามทาง ท้องถนน จะเห็นได้ว่า วันนี้มีแดดที่ค่อนข้างจ้า ในความเย็น บวกกับลมทะเลที่พัดพาเข้าชายฝั่ง ยิ่งทำให้พวกเราเริ่มมือแข็ง แต่ก็ได้พกพาความพยายามมุ่งหน้าไปสัมผัสกับหาดทรายสีขาวละเอียดของเมืองนี้แล้วล่ะค่ะ เพื่อนๆส้มที่มาด้วย ดีใจ ลิงโลดที่ได้เจอกับทะเล จนต้องถอดรองเท้าไปสัมผัสกับความนุ่มของทรายและน้ำทะเลที่ไม่ได้เจอมานานกันเลยทีเดียว............ หาดทรายกว้างใหญ่และสวยงามมากๆค่ะ ทรายสีขาวละเอียด แต่เสียดาย มันไม่ค่อยน่าไปเล่นนักน่ะสิ เพราะน้ำทะเลก็ลึก และก็ดูน่ากลัวนิดๆ แต่เห็นผู้คนก็นั่งตากแดดอยู่ตรงที่พักตรงไหล่ทางของถนนก่อนเดินเลียบทะเลไปถึงชายฝั่งน่ะค่ะ พวกเขาชอบบรรยากาศแบบนี้นะคะ และสก๊อตก็อยู่เหนือมากๆ ขนาดส้มมาหน้าร้อน เมืองเขายังหนาวกว่าลอนดอน และอากาศดีกว่าอีกด้วยน่ะ นานๆทีกว่าจะได้เจอะกับแสงแดดอันแผดเผาอย่างนี้สักกะทีน๊า สก๊อตแลนด์

 

พอเดินมาเสร็จปุ๊บ ก็เห็นว่าไม่มีอะไร เลยเดินชมวิวกลับไปที่เราเดินมา เป็นที่จอดรถและเป็นชายทะเล ที่มีหาดทราย และมีหินขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง ให้เราขึ้นไปปีนป่าย ถ่ายรูปน่ะค่ะ ส้มก็ขึ้นไปแอ๊คท่าเลยล่ะ โดยไม่รีรอ......และแล้ว ส้มก็ได้เก็บบรรยากาศสวยๆงามๆ ตามทะเลสก๊อตแลนด์มาให้ดู ทั้งบ้านเมือง และก็ร้านค้าที่อยู่บริเวณนั้น

 

ใกล้ๆกันนั้นก็มีร้านอาหารริมทะเลค่ะ เป็นร้านอาหาร Seafood สนนราคาค่อนข้างแพง และถัดไปนิดนึงก็เป็น St. Andrews Aquarium อยากจะเข้านะ ราคา 6.50 ปอนด์ โดยประมาณ แต่เพราะเคยเห็นหลายที่แล้ว เริ่มรู้สึกมันก็คงไม่แตกต่างกันมาก เดินขึ้นมาตรงที่จุดชมวิวที่เราเดินผ่านไอ้แท่งสูงๆนั่น ก็ทำให้เห็นกิจกรรมหลังม่าน Aquarium นั่นก็คือ การโชว์ น้องแมวน้ำ ค่ะ ได้เห็นน้องแมวน้ำ กระดึ๊บมาจากที่เก็บน้ำด้านหลัง Aquarium มาโชว์อะไรของเขาก็ไม่รู้ เห็นไกลๆ มองไม่ชัดน่ะค่ะ

 


ภาพทางด้านขวามือล่าง...คือปราสาทเก่าแก่ แต่ไม่ทราบชื่ออะไรนะคะ ตั้งตะหง่านอยู่ริมทะเล แต่จะเป็นเนินสูง และอยู่ภายในมหาวิทยาลัยด้วยค่ะ อยู่ในที่เดียวกันกับภาพด้านล่างซ้าย

 

เสร็จแล้ว เราก็เดินกันไปสุดทาง เพื่อไปชม มหาวิทยาลัย St. Andrews มีภาพมาให้ชมค่ะ ก่อนที่เราจะเข้าเมืองไป เพื่อหาข้าวกลางวันทานกัน...............อยากจะบอกว่า เดินทั่วเมือง ไม่เจอะร้านอาหารสักเท่าไหร่ ไปใน Boots เพื่อไปซื้อครีมกันผิวแตก ก็ได้สอบถามพนักงาน ได้ใจความว่า มีแค่ไม่กี่ร้านเองในนี้................

 

ก็เลยตัดสินใจวกกลับไปที่ร้านที่เราเดินผ่านมาตอนแรก นั่นก็คือร้านอาหารฝรั่งเศส มี set lunch ด้วยน่ะค่ะ ราคาไม่แพง เลยตัดสินใจเข้าไป แต่ขอบอกว่า อาหารมานิดเดียว และก็ไม่ค่อยอิ่มสักเท่าไหร่หรอกนะคะ ทานเสร็จ เก็บตังค์ ออกจากร้านนั้นมา ก็เดินทางกลับ Edinburgh กันเลยค่ะ เนื่องจากเราเหนื่อยกันเต็มที่แล้วด้วย เวลาก็ยังไม่เย็นสักเท่าไหร่ แต่กลัวว่าการขับรถกลับที่พัก มันจะกินเวลานิดนึง และคนขับก็เริ่มเหนื่อย และเมื่อยล้าแล้วด้วย เวลานั้นพระอาทิตย์ยังไม่ตกดินเลย....... ที่สก๊อตแลนด์ พระอาทิตย์ตกเย็นสายกว่าลอนดอนอีกค่ะ ปกติลอนดอนช่วงซัมเมอร์ พระอาทิตย์ตกตอน 4 ทุ่มนะ แต่ของสก๊อต......5 ทุ่มนู่นแน่ะ

 

 

 

กลับมาที่ Edinburgh กว่าจะถึง คนในรถก็หลับกันเป็นตาย ก็เย็นย่ำพอดี อาหารช่วงกลางวันที่ทานไปไม่ค่อยอยู่ท้องซะแล้ว เราเลยวนหาร้านอาหารไทยกันน่ะค่ะ เป็นอะไรไม่รู้ ทานอาหารใดๆก็ไม่อิ่มเท่าอาหารไทยจริงๆนะ ก็ไปเจอะกับร้านที่ชื่อว่า Lai Thai สีเหลืองอ๋อยร้านนึง.........พวกเราก็ร้องเยดีใจกันอย่างกับถูกหวย หลังจากวนหามานาน แล้วก็รีบวนไปจอดรถ ตรงบริเวณบ้านคนและก็มีสวนหย่อม ตอนนั้นเวลาเริ่มเย็นมากแล้ว ทุ่มสองทุ่มได้ อากาศหนาวเหน็บมาทันที พวกเราเองก็ใส่เสื้อกันหนาไม่พอ ก็ได้แต่เดินไปสั่นไปงั่กๆ เพื่อให้รีบถึงร้านอาหาร..พอเดินเข้าไปปุ๊บ ก็พูดไทยทันที รู้สึกเจ้าของร้านจะงงๆไปสักพัก แล้วก็พอรู้ว่าเป็นคนไทย ก็เหมือนจะตกใจ....เพราะแกบอกว่า ไม่ค่อยเห็นมีนักเรียนไทย หรือคนไทยมาทานเลยล่ะค่ะ

พวกเราก็สั่งๆไปหลายอย่างทีเดียว เช่น ปลานึ่งมะนาว ผัดไท พล่ากุ้ง ส้มตำ ต้มยำกุ้ง ทะเลเผา ทอดมัน และกุ้งห่มผ้า อะไรแบบนี้แหละ แบบว่านานๆถี่ อ่ะค่ะ ฮิๆๆ อาหารไทยอร่อยที่สุดในโลก แต่ก็แพงโครตๆเลย และเจ้าของร้านตัวเล็กๆก็เข้ามาทักทาย ก่อนที่จะปล่อยให้พนักงานสาวชาวลาว ที่เติบโตในฝรั่งเศส....(ฉันนี่ก็รู้ไปหมด) เข้ามาดูแลโต๊ะพวกเรา เธอพูดไทยชัดเจน และก็น่ารักซะด้วย.........เราก็รออาหารได้ไม่นาน ทุกอย่างก็ค่อยๆทยอยมาให้เราได้ลิ้มรส ช่วยบรรเทาความหิวที่พวกเรามีจนโซได้อย่างดีทีเดียว........ไปเรื่อยๆ จนอาหารมาหมดแล้ว ก็ได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย สักพักใหญ่ๆ จนเกือบจะทานเสร็จ เจ้าของร้านตัวเล็กกะจิดริด ก็เดินเข้ามาทักทาย และสอบถามเรื่องอาหาร ปรากฏว่า............เธอเป็นคนลงมือทำเองทั้งหมด เนื่องจากพ่อครัว แม่ครัวลาโดยกะทันหันค่ะ พวกเราไม่อยากจะเชื่อเลย เพราะทำคนเดียวเลยนะ ทั้งครัวน่ะ และอาหารก็ออกมาเร็วมากๆด้วย แต่ดีที่วันนั้นน่ะค่ะ วันจันทร์ คนไม่เยอะเท่าไหร่ เจ๊แกก็เลยสบายหน่อย และพูดคุยกันไปก็ได้ความว่า เจ๊ชื่อว่า วี ค่ะ

พี่วี เล่าว่า แกเป็นคนใต้ ไม่รู้ภาษาดีนัก แต่งงานกับคนสก๊อต และอยู่ที่สก๊อตมาราวๆ10 ปีแล้ว โดยทำงานในร้านอาหารนะคะ เริ่มจากเป็นเด็กในร้านก๊อกแก๊กๆ ธรรมดาทั่วไปนี่แหละ จนเพิ่งมาเปิดร้านเป็นของตัวเองได้ไม่นานนี่เอง ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีนะคะ ร้านแกก็ทำดีทีเดียว โดยเฉพาะการตกแต่ง และดนตรี......อยากจะบอกว่า ได้ใจมากมากเลยค่ะ เพลงบรรเลงดนตรีไทยของ จำรัส เศวตาภรณ์ ที่ส้มนำไปลงในหน้า ส้มเด็จพระเทพฯเส็ดจ นั่นแหละค่ะ มีทุกเพลงที่ประทับใจ อาหารก็อร่อย และฝีมือดีทั้งของคาว และ หวาน

คุยกันได้สักพักใหญ่ เราก็เริ่มขอตัวลากลับแล้วค่ะ เนื่องจากเพลียมากๆจากการเดินทาง และก็หวังว่าจะได้นอนในเตียงนุ่มๆ พักเท้าให้สบายกันเพื่อชาร์จพลังงานให้ในวันต่อๆไป

 

ส้มไดอารี่

  




Somdiary in the UK (old stories)

Diary Repost: มาเรียนที่อังกฤษ ได้อย่างไรเนี่ยะ ตอน 2 article
Diary Repost: มาเรียนที่อังกฤษ ได้อย่างไรเนี่ยะ? ตอน 1 article
Trip to Scoltand ตอน เจอะวัวไฮแลนด์ และ fish & chips ที่ Tyndrum article
Trip to Scoltand ตอน เมือถึง Inverness และ Loch Ness article
Trip to Scotland ตอน จาก Aberdeen ไป Inverness ค่ะ (29-06-06) article
Trip to Scotland ตอน เดินทางมา Aberdeen article
Trip to Scotland ตอน ตะลุยผ่าน Stonehaven.....ปราสาท Dunnottar article
Trip to Scotland ตอน แวะเมือง Dundee เมืองอุตสหกรรม ที่นักท่องเที่ยวน้อย (27-06-06) article
Trip to Scotland ตอน เริ่มเดินทาง ( 25 - 26.06.2006) article
วันรับปริญญา ในปี 2549 article
Thames Valley University เปลี่ยนชื่อแล้วค่ะ
LONDON IMAGES Volumn2 @ Oxford Street and Knightbridge
LONDON IMAGES Volumn1 @ Oxford Street and Knightbridge
21 November 2006 ผ่านอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน....เพื่อกระดาษใบเดียว....ใบปริญญา article
ภาพจาก Kew Garden8 มิถุนายน 2549 article
ท่องตลาด Spitalfields article
14 March 2006 : เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัย SOAS article
In you heart article
อินคา !!! เสาร์ที่ 10 มิถุนายน 2549 article
Saranrom สราญรมย์ ร้านอาหารไทย ตอนที่ ๒ article
Saranrom สราญรมย์ ร้านอาหารไทย ตอนที่ ๑ article
ทบทวนสักนิด ก่อนคิดที่จะไปสัมภาษณ์ (สำหรับขอวีซ่า) article
ย้อนรอย หนังสือ ส้ม’s Diary article
ประกาศ การเลือกตั้งในสหราชอาณาจักร....ค่ะ article
ส้มไดอารี่กับโรงเรียนสอนภาษาในลอนดอน ตอนที่ 2 (06-02-06) article
Invitation Letter (Edited Version) article
ส้มไดอารี่ กับ โรงเรียนภาษาในลอนดอน (04-02-06) article
ช่วงเวลาแห่งความอดทน 19-01-2006 article
The Lion King Musical 06-12-05 article
มู๋ย่างเกาหลี ที่ Regent Street (14-11-05) article
มาเรียนอังกฤษ มาอย่างไร ให้พร้อม ?? .......(18-11-05) article
วัน Halloween ที่ผ่านมา ............... (7 Nov 05) article
ลอนดอนไม่ได้หรูหราอย่างที่คิดหรอกนะ........17 OCT 2005 article
ปีสุดท้าย...ของการศึกษา.....12 OCT'05 article
หาบ้านในลอนดอน......ซื้อของเข้าบ้านที่ IKEA….6 ตุลาคม 48 article
ตอน พายายเที่ยวกรุงเทพฯจ๊า article
การบินไทย.......รักคุ๊ณเท่าฟ้าฟ้าาาาาาาาาาา........Trickดีๆสำหรับคนต้องการปรับเวลา article
Thai Square Putney Bridge .........Part 1 article
Thai Square Putney Bridge .........Part 2 article
The Lion King Diary's Gallery ....Part 1 article
The Lion King Diary's Gallery ... Part 2 article
วันลอยกระทง วัดพุทธประทีป พาตัวไปใกล้วัด 13 Nov 05 article
รวม Link เกี่ยวกับประเทศอังกฤษค่ะ article
My Pie article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.