ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
bulletMy History | ประวัติส้มไดอารี่
bulletGuestbook | ทักทายส้ม
dot
dot
bullet☼ Samui ☼ เดินทางไปสมุย
bullet☼ Samui ☼ ล่องเรือชมเกาะ
bulletครั้งหนึ่งที่ ธรรมกาญจนา
dot
dot
bulletJapan Trip 1 ตอน เดินทางวันแรก
bulletJapan Trip 2 มาทำความรู้จัก “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” กันค่ะ
bulletJapan Trip 3 ตอน เที่ยวเกียวโต (1/2)
dot
dot
bulletScotland ตอน เริ่มเดินทาง
bulletStonehaven ปราสาทงามริมเล
bulletซื้อของเข้าบ้านที่ IKEA
dot
dot
bulletศิริวรรณ หอยทอด ม๊ะ? จัดไป!
dot
dot
bulletยังขี้เกียจอยู่


Somdiary Online Fan Page
Follow my instagram ja :)
Somdiary Online Channel


ทบทวนสักนิด ก่อนคิดที่จะไปสัมภาษณ์ (สำหรับขอวีซ่า) article

 ช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ก็อยากจะช่วยเรื่องการสัมภาษณ์นะคะ ก้าวแรกที่เหยียบเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ นั่นก็คือก้าวเดียวที่เราอยู่ระหว่างประเทศอังกฤษ และประเทศไทยจริงๆซะนี่ แต่การจะเจอตัวแทนคัดคนจากประเทศอังกฤษ ต้องพบเจอกับบรรยากาศและความรู้สึกที่ทรมานใจซะเหลือเกิน มันก็ต้องผ่านด่านอรหันต์หลายขุมมากมาย ส้มเข้าใจในความรู้สึกนะ เลยอยากจะขอพูดถึงการเตรียมตัวในเรื่องไปสัมภาษณ์อีกรอบ คิดว่าเคยเขียนไปแล้วแต่อาจจะเล็กน้อย พอเป็นน้ำจิ้ม แต่คราวนี้ขอพูดถึงโดยรวมซะหน่อยล่ะเพราะเป็นห่วงหลายคนที่วิตกกังวลไปกับการขอวีซ่า ตื่นเต้น ตูมตาม จนหัวใจจะออกมาเต้นโครมครามอยู่ข้างนอก บางคนโดนกดดันจากเจ้าหน้าที่สัมภาษณ์ซะจนลนลานเหงื่อไหล ไคลเยิ้ม สมองที่เตรียมๆมาก็แตกซ่าน หาจับใจความอะไรมิได้ จนเจ้าหน้าที่ต้องให้ใบแดง.............................อดไปอังกฤษไปเลย 

 

 

เอาล่ะ พล่ามมาตั้งนมนาน ก็มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าเนอะ ส้มขอสรุปปัญหาของคนที่เข้ามาปรึกษาส่วนมาก จากการที่ไปสัมภาษณ์ แล้วเจอะเจออะไรมาบ้าง ตัวอย่างเช่น ไปสัมภาษณ์แล้วเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อถือว่า คุณตั้งใจจะไปเรียนจริง อาจจะเป็นเพราะอายุการทำงานมันนานมาก อาจจะเป็นเพราะเกรดการศึกษาที่จบมาค่อนข้างดี อาจจะเป็นเพราะความไม่มั่นคงทางด้านการเงิน หรือ คะแนนเรียนภาษาที่ค่อนข้างดี D ตัวนี้ ไม่ใช่ D ที่ภาษาไทยแปลว่า ดี จริงๆ

 

คืออย่างงี้นะคะ มหาลัยในอังกฤษ โดยเฉลี่ยแล้ว เขาตัดเกรดต่ำค่ะ แต่คะแนนจะให้มากๆกว่า 70 ก็มีไม่มากนะคะ น้อยเหมือนกัน นอกซะจากว่า เราวิเคราะห์เก่งแล้ว อันนั้นอาจจะแจ่มไปเลยก็ได้ คะแนนที่ถือว่า ผ่าน ก็คือ 40% ที่นี่คิดเป็นเปอเซ็น นะคะ 40% ก็คือคาบเส้นว่าง่ายๆ ใครได้ 50% ก็คือว่าดี 60% ค่อนข้างดี 70% ถือว่าดีมากๆ 80% ถือว่า Excellent ทำนองนี้แหละค่า ดังนั้น คำว่า เกรด D ก็อาจจะรวมถึงคะแนนที่ค่อนข้างดี และเป็นคะแนนที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้สำหรับเขาเลยด้วยซ้ำ เขาอาจจะไม่แน่ใจว่า มี E F G H I J K หรือเปล่า แต่บางที ถ้าเขาพูดงี้มา เราก็ควรจะแย้งว่า คิดว่ามาตรฐานการตัดคะแนนไม่เหมือนกัน พูดไปเล้ยค่ะ แย้งไปเล้ยยย เอาให้เขาเห็นว่า เราอยากไปจริงๆ แต่ก็อย่าทำอะไรที่มันดูไร้เหตุผล เรามีเหตุผลที่ดีก็แย้งไปตามเหตุผล ถ้าเหตุผลเรามันฟังไม่ขึ้น ก็อย่าทำเลยค่ะ

 

อันดับแรกของการทบทวนให้ดีคือ ทบทวนเอกสาร ส้มอยากแนะนำให้เพื่อนๆ มั่นใจว่าเอกสารที่ได้ไป น่าจะเป็นตัวแทนของความตั้งใจทั้งหมดที่เรามี ตัวแทนในคำถามหลายๆข้อ Questionnaire ที่เขาถามเรามา ก็ควรจะทบทวนอ่านไว้ให้ดี เผื่อเขาไม่เข้าใจอะไร เราก็น่าจะอธิบายออกมาได้เป็นข้อๆ อย่าลืมนะคะว่า ถ้าเราคิดจะไปต่างประเทศ ถ้าไม่คิดที่จะทำการค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวกับประเทศนั้นดีๆ ก็จงอย่าไปยืนรอคิวเพื่อสัมภาษณ์ หรือจงอย่าไปทำเรื่องขอวีซ่า ส้มอยากจะแนะนำให้เพื่อนๆ ช่วยตัวเองก่อนในเรื่องข้อมูล ข้อมูลคือสิ่งสำคัญ ที่จะนำพาเราไปสู่จุดหมาย และตอบคำถามอาจจะไม่ทุกคำถามให้เราได้เข้าใจ และถ้าไม่เข้าใจ ก็ลองหาหลายๆเสียงมาช่วยกันพูดคุยซักถาม อาจจะพอได้ความคิดอะไรไปบ้าง ส้มว่ามันน่าจะช่วยได้

 

คำถาม? ทำไมการขอวีซ่ามันต้องค้นคว้าอะไรกันขนาดนั้น

คำตอบ....ก็เพราะเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม น่าจะเป็นคำตอบ แต่จริงๆแล้ว มันเพื่อความชัวร์ของเรามากกว่า คุณจะทำการใด แต่คุณไม่คิดที่จะค้นคว้าคุณจะสำเร็จการนั้นมั้ย ลองคิดดูเอาเองแล้วกัน

 

ทบทวนคำถาม

1. Have you applied through a student agent or representative? If yes, please provide details.

 

คำถามนี้ น่าจะมีคนเข้าใจกันดีอยู่แล้วเนอะ ว่าสมัครผ่านเอเย่นต์หรือตัวแทนอะไรหรือเปล่า ถ้าใช่ ก็ใส่รายละเอียดลงไป

 

2. Why did you select this course and how did you find out about it?

 

สาเหตุของการเลือกวิชาที่ลงเรียน และ คุณคิดว่าวิชานี้ มันเป็นอย่างไร เช่นอะไรน่าสนใจ หรือว่าเป็นเหตุผลที่เลือกวิชา ตามความคิดของคุณ มันเป็นอย่างไร ทำไมเพราะเหตุใด ทำนองนี้อ่ะค่ะ เข้าใจป่ะ 


3. Why did you choose this College / University and what others did you compare against?

 

London สุดท้ายเราเลือก Leeds เพราะว่า.................

 

4. How long will the course take? 

คอร์สมีอายุการศึกษากี่ปี เช่น ปริญญาตรี 3 ปี (สำหรับบางสาขาวิชารวมฝึกงานก็รวมเป็น สี่ปี ส่วนปริญญาโท ก็หนึ่งปี หรือใครเรียน Foundation ควบโท ก็สองปีใช่ป่ะ อันนี้ต้องตอบตรงตามเอกสารที่มหาลัยเราไปสมัคร ไม่ใช่การมานั่งนึกคิดว่า จะต่ออะไรอีกหลังจากนั้น เอาแค่ตรงนี้ก่อนก็พอ เอาตามหลักฐานที่เรายื่นให้เจ้าหน้าที่ค่ะ ถ้าหากอยากจะต่ออะไรอีก ไว้ค่อยไปต่อที่นู่นเอา

 

5. What specific benefits will this course bring you?

 

คุณจะได้อะไรจากวิชานี้.........ควรจะตอบให้ดีนะคะ ไม่ใช่ Experience เฉยๆ อันนี้สมมตินะ เขาก็คงอยากถามว่า Experience อะไร ตอบไม่ตรงคำถาม เสร็จแน่

 

6. Have you studied any relevant courses? If so what? What documents have you produced to demonstrate this?

 

สมมติเราเลือกลง MBA แต่เราจบ แพทย์มา คุณเรียนอะไรเกี่ยวกับตรงนี้มาก่อนบ้างหรือเปล่า คาดว่าแพทย์ไม่น่าจะเรียนอะไรเกี่ยวกับ marketing / business studies นะ แต่ถ้าเราเรียนตรงสายมา เขาก็ถามว่า เรียนสายอะไรมา แล้วต้องมีหลักฐานด้วย นั่นก็คือ จดหมายรับรองจากสถาบันที่เราจบมา ไม่ว่าจะที่โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย ก็ต้องขอ Transcript เป็นภาษาอังกฤษ ตัวอย่างเช่น แมวจบม.6 ที่โรงเรียนราชินีบท จะไปต่อปริญญาตรี หรือเรียนภาษา ก็ต้องไปขอ transcript ที่โรงเรียน และจดหมายรับรองจากอาจารย์ที่นั่น คงต้องไปแผนกออกเอกสาร ลองไปปรึกษาอาจารย์ดู ส่วนคนที่จะไปเรียนต่อก็ต้องทำเหมือนกัน แต่ไปขอที่คณะ หัวหน้าคณะ แล้วก็ขอ transcript เป็นอังกฤษเช่นเดียวกัน

 

7. What is the total cost of the course per annum; the total cost of your accommodation per annum; and the total cost of your living expenses per annum? (Please provide evidence of the cost of your course fees)

 

ค่าเรียนทั้งเทอมเท่าไหร่ต่อปี ค่าที่พักอาศัยคุณมีจ่ายได้ราวๆกี่ปอนด์ต่อสัปดาห์และทั้งปี และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันด้วย ที่คุณไม่ต้องทำงาน ส้มเข้าใจงี้นะ และต้องมีเอกสารเป็นหลักฐานว่า เงินเราครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่ว่ามาทั้งหมด!

เช่น ค่าเทอม 8,000 ปอนด์สำหรับหนึ่งปี ค่าที่พัก เฉลี่ยต่อสัปดาห์ เรามีงบราวๆ 90-110 ปอนด์ ก็ลองนำมาบวกลบคูณหารซะหนึ่งปีราวๆเท่าไหร่ แล้วค่าใช้จ่ายจิปาถะ ก็น่าจะราวๆ 300 ปอนด์ต่อเดือน รวมหนึ่งปีไปเท่าไหร่ก็บวกลบคุณหารไป ให้ได้จำนวนเงินในบัญชีที่เราจะนำมายื่นให้เขาดู โดยการถ่ายเอกสาร Book Bank (or bank statement) และถ้าเป็นไปได้ ขอจดหมายรับรองจากธนาคารที่เราตัว sponsor เขาทำอยู่ มาเพื่อยืนยันว่าพ่อเรา หรือ แม่เรา จะจ่ายให้ได้แน่นอน ในอัตรานี้ เรียกจดหมายรับรองน่ะค่ะ แล้ววันไปยื่น หรือถูกสัมภาษณ์ก็นำไปด้วย

 

8. Have there been any gaps in time between your last period of study and now? If so, please say exactly what you have been doing during these gaps, and provide documentary evidence to support this.

 

เราจบการศึกษาครั้งสุดท้าย ไม่ว่าชั้นไหนก็ตาม เช่นครั้งสุดท้ายเลยคือจบปริญญาตรีเมื่อไหร่ แล้วจบมากี่ปี แล้วหลังจากจบมา เราทำอะไรมาบ้าง บางคน อาจจะอยู่บนเฉยๆ เป็นคนว่างงาน (อันนี้มีความเสี่ยงมาก แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง คุณคงต้องช่วยตัวเอง) บางคนก็ทำงานมาแล้วหลายที่ บางคนก็แต่งงาน บางคนก็ทำธุรกิจ อะไรก็ว่าไป แล้วเราก็ต้องมีหลักฐานช่วงที่เราทำงาน แต่งงานอะไรนั่นมาให้เขาดูด้วยค่ะ หลักฐานนี่ให้คิดเอาเองนะคะว่า จะเป็นอะไรที่เป็นตัวการันตีว่าเราทำจริงๆ อาจจะเป็นในรูปแบบของจดหมายรับรอง หรือหลักฐานด้านการค้าอะไรแบบนี้ค่ะ



9. Have you studied in the UK before ? If yes, please provide full details

 

เคยเรียนที่อังกฤษมาก่อนมั้ย ถ้าเคย ให้รายละเอียดมาด้วยว่าอะไรบ้าง

 

10. Is English your first language? If no, please provide full documentary evidence of any qualifications obtained in English.

 

ภาษาอังกฤษคือภาษาแรกของเราไม๊ ถ้าไม่ มีเอกสารอะไรบ้างที่เกี่ยวกับการเรียนภาษามาก่อนน่ะค่ะ ใครเรียนภาษาอยู่ เก็บไว้เลยคือ ใบเสร็จ certificate คะแนน อะไรเงี้ยะ เก็บดีๆล่ะ ส้มละเก็บเป็นแฟ้มเลยค่ะ  

 

11. Why have you chosen to study abroad? How does this course differ from similar courses available in

Thailand?

 

ทำไมถึงเลือกมาเรียนต่างประเทศ ? คอร์สที่คุณจะเรียนเนี่ยะ มันต่างยังไงกับคอร์สที่มีอยู่ในเมืองไทย
เออ คำถามนี้เข้าท่าดีแฮะ แปลแบบบ้านๆคือ จะเอาเงินออกนอกประเทศทำไม ในเมื่อบ้านเมืองคุณก็มีคณะนี้ โอ๊ยย แทงใจดำ

12. Do you have any relatives living in the UK. If yes, on what basis are they there? (Please provide documentary evidence of the current immigration status of any family members living in the UK).

มีญาติอยู่ในอังกฤษมั้ย ถ้าใช่ เขาอยู่ในวีซ่าอะไร ทำไร และต้องมีเอกสารเกี่ยวกับตัวญาติของคุณ ที่ถูกกฎหมายด้วยนะเคอะ ไม่ใช่บอกว่า มีญาติค่ะ แต่ญาติหนูเป็นโรบินฮู้ด วีซ่าขาด ............ บางคนชอบพูดความจริงมากไปหน่อย เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนนะ ถ้าซวยขึ้นมา

 13. Please specify exactly what you intend to do on completion of your proposed studies in the UK?

 

โปรดชี้แจงว่าคุณตั้งใจจะทำอะไรต่อหลังจากจบการศึกษาที่อังกฤษแล้ว

 

                   

                        สังเกตคำถามดีๆนะ คำถามพวกนี้ เขาให้เราเตรียมตัวและแพลนมามากมายพอสมควร ดังนั้น คุณๆทั้งหลาย จงระวังไว้ให้ดีว่า ถ้าคำตอบไม่เคลียร์ หรือ เขายังสังสัยอะไรเพิ่มเติมในบรรดาคำถามเหล่านี้ (ซึ่งแต่ก่อนคำถามพวกนี้เป็นคำถาม
basic ในการสัมภาษณ์ตอนขอวีซ่าค่ะ ซึ่งส้มก็ลนลานทีเดียวล่ะ) เราควรจะมีคำตอบเตรียมไว้อยู่แล้ว พร้อมหลักฐานที่คิดว่าเขาน่าจะขอ ไม่จำเป็นต้องยื่นตัวจริง หรือหลักฐานอะไรที่ไม่ได้อยู่ในการร้องขอ ก็ให้ถือไว้ก่อน ไว้เขาขอดู ก็ค่อยยื่นให้เขานะคะ เตรียมคำตอบดีๆไว้ล่ะค่ะเหตุผลจริงๆสำหรับการขอวีซ่ามาอังกฤษครั้งนี้ และตรงกับคำถามที่เขาถามด้วยนะคะ

 

 ตัวอย่างเช่น เขาอาจจะถามเพิ่มเติมว่า .............คุณไม่ได้จบ MBA มาแต่คุณจบ หมอมา คุณเรียนไม่ตรงสาย นะ ทำไมไม่เรียนต่อหมอ แล้วคุณจะเรียนทำไม...........จริงๆคือว่า คณะ MBA เนี่ยะ มันเป็นอะไรที่ ใครๆก็เรียนได้น่ะ นักเรียนไทยที่ต่างแดนหลายคนก็พูดกันแบบนี้ แต่ไอ้การจะจบมาเป็นหมอเนี่ยะ มันไม่ได้ว่าใครๆก็เรียนได้นะ มันเป็นอะไรที่ใช้เวลา อย่างต่ำ 6 ปีด้วยซ้ำ แล้วจะมาเรียนทำไม เหตุผลคุณน่ะ มีมั้ยคะสำหรับข้อนี้

 ตัวอย่างคำตอบเช่น เราเรียนจบหมอมาก็จริง แต่เป็นหมอในเมืองไทยบางทีก็โตยาก บางทีการมีโอกาสมาเรียนภาษาในต่างแดนก็คือโอกาสนึงในการพัฒนาภาษา และยิ่งได้ต่อโทด้วยแล้ว ดีกรีเราก็ดีขึ้น แถมภาษาเราก็ได้ จบไปหางานที่เมืองไทย น่าจะได้โอกาสมากกว่า อะไรก็ว่าไปเด้อ  

เอาล่ะ..........สำหรับหลายๆคนที่เกร็ง ประหม่า เหงื่อไหลจนเป็นน้ำตกทีลอซู  น้ำตาไหลบ่าล้นทั่วสายแยงซีเกียงก็ต้องระมัดระวังในเรื่อง ความมั่นใจ ให้ดี ทราบไหมคะว่า ทำไมพวกคุณมาอยู่ในยุคขอวีซ่ายาก...........ทราบไหมคะว่าทำไมคุณถึงต้องมาลำบาก ............. ทราบไหมคะว่าทำไมถึงต้องเป็นคุณที่โดนปฏิเสธวีซ่า ..................... แล้วทราบไหมคะว่า ทำไมคนอื่นเขาถึงได้ไป ทั้งๆที่คุณก็คิดว่า ตัวคุณเตรียมตัวมาดีพร้อมอยู่แล้ว 

แล้วทราบไหมคะว่า .........ส้มจะตอบว่า ........... อยู่ที่ดวงของคุณเองนั่นแหละค่ะ ................. แฮ่ะๆๆ แหม พูดมาซะยาวนาน ที่แท้ก็จบลงที่เรื่องโชคลาง ดวงดีดวงไม่ดีซะนี่ ...... จริงๆมันก็คือส่วนนึงแหละค่ะ แต่อีกส่วนคือ ตัวคุณเองนั่นแหละค่ะ ที่ทำให้พลาด ......... ส้มเองก็เตรียมตัวไม่ดีมาก่อน แต่ดันได้มา เพราะเอกสารครบ แต่เรื่องสัมภาษณ์ ประหม่ามากมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ประหม่าจนเสียความรู้สึก เพราะเจ้าหน้าที่ดุอย่างกะ........แมวตอนโมโหแน่ะ  

คือ......การเตรียมตัวเพื่อไปสัมภาษณ์เนี่ยะ มันไม่ยากหรอกนะคะ แต่ความรู้สึกส้ม ในตอนจะถูกเรียกไปสัมภาษณ์สิคะ ความคิดความกลัวทุกอย่างมาสุมรุมดอนกันอยู่ ณ ตอนนั้นแหละค่ะ กลัวไปหมด แต่ที่ส้มโดนสัมภาษณ์นี่คือสัมภาษณ์ผ่านตู้กระจกนะ แบบยืนคุยอะไรเงี้ยะค่ะ แต่สัมภาษณ์ในห้องลับ ไม่เคยอ่ะค่ะ เลยไม่รู้สึกอารมณ์นั้นจริงๆ แต่พอมีเป็นลางๆไว้บ้างอยู่ว่า มันคงจะตื่นเต้น แต่จริงๆแล้วส้มว่า ถ้าเราเป็นคนมั่นใจ อะไรๆก็คงไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหรอกนะคะ 

 

 

อันดับแรก............ที่บอกไป ไปเตรียมเอกสาร และการตอบคำถามมาให้ครบก่อนไป๊ แล้วค่อยมาดูอันดับต่อมา

อันดับสอง...........พอเอกสารครบจริงๆแล้ว เราจะมั่นใจมากขึ้นแน่นอนค่ะ ไม่เชื่อ ลองไปทบทวนอันดับแรกก่อนแล้วกันนะคะ ทบทวน ตรวจตรา เอาเอกสารมาให้เยอะจนตาแฉะไปเลย เอาให้มันสามารถเป็นหลักฐานได้ทุกข้อไปเลย อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย วิธีละเอียดลออ คงไม่เหมาะสมกับคนที่รีบจัด แต่จะบอกว่า ช้าๆ มักจะได้พร้าเล่มงานเสมอๆนะคะ ละเอียดหน่อยก็ดีค่ะ

อันดับสาม........พกความเชื่อมั่น...........ลองนั่งพูดกับตัวเองให้ความมั่นใจ โดยการทบทวนคำถาม และคำตอบ พร้อมเอกสาร คือเรียกว่าซ้อมมาเลยก็ว่าได้

อันดับสี่..........การแต่งองค์ทรงเครื่อง สำคัญสุด.............ส้มจะบอกให้นะคะว่า คนอังกฤษน่ะ เขาจะรับคน ไม่รับคนเข้าทำงาน ดูที่ 1. บุคลิก & การแต่งกาย 2. ไหวพริบ 3. ความสามารถค่ะ และ ทักษะค่ะ ส้มแจกแจงมาอย่างนี้แล้ว ก็น่าจะพอเข้าใจนะคะว่า อะไรสำคัญ..........มันเหมือนกันแหละค่ะ สัมภาษณ์ขอวีซ่า ก็เหมือนการถูกคัดเลือกให้เข้าไปประกวดอะไรสักอย่าง ที่เราส่งใบสมัครเข้ามา เจ้าหน้าที่ก็ต้องคัดคนเข้าประเทศ ที่คิดว่ามีคุณภาพ และมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมาอังกฤษจริงๆ ไม่ใช่คนที่ยังไม่มีความชัดเจน อะไรแบบนี้ แต่อย่าลืมว่า ณ ปัจจุบันนี้ บางที คนที่มีคุณภาพก็โดนมองข้ามไปเหมือนกัน ดังนั้น ส้มถึงบอกว่า มันอยู่ที่ โชค ยังไงละคะ

 

ความเห็นที่ 1 (492348)จากกระทู้ 191720  

เวลาสัมภาษณ์นี่เครียดมากไหมค่ะ (phim)  

 

 

เรื่องสัมภาษณ์ไม่ทราบเลย แต่เรื่องการเตรียมตัวไปสัมภาษณ์ สำคัญที่สุดก็ว่าได้ ส้มเคยเขียนในกระทู้ก่อนๆว่า การเตรียมตัว มันอยู่ที่ใจเราพร้อม กายเราพร้อม หลังจากนั้นเราก็ต้องลุยของเราเลยค่ะ เท่าที่อ่านมา คุณไม่มีความพร้อมเลย คุณตอบไปโดยไม่มีการวางแผน แต่ก็เข้าใจว่า คุณตื่นเต้น แต่เจ้าหน้าที่ก็ค่อนข้างโหดเหมือนกันนะคะ ก็คือเขาก็ต้องดูว่าเราตั้งใจจริงหรือเปล่า แล้วคุณมีความสามารถโต้แย้งเขาได้ดีหรือไม่ พูดกันง่ายๆว่า คัดคนที่คุณภาพจริงๆ เปรียบเทียบกับการคัดตัว The Star ของสามกรรมการดังนั่นเลยก็ว่าได้ เดี๋ยวนี้ เขาก็จะออกแนวนั้นๆแล้วล่ะค่ะ

พี่ม้า อรนภา เคยพูดกับผู้แข่งขันท่านนึง ประมาณวา คุณน่ะมาครั้งที่สองแล้วนะ แต่ไม่มีพัฒนาการอะไรเลย คิดจะมาเล่นๆไม่ได้ มันต้องมีการเตรียมตัว และมีการค้นคว้า จากคำตำหนิที่แล้ว เพื่อแก้ไขใหม่ แต่คุณไม่ทำ คิดว่าจะมาเอาข้างหน้า มันไม่ได้หรอกนะคะ สรุปคนนั้นก็ตกรอบ  

เอามาให้อ่านเล่นๆน่ะค่ะ เปรียบเทียบให้เห็นว่า สมัยนี้ การขอวีซ่าน่าจะออกแนวการแข่งขันในด้านคุณภาพรอบด้านเลยแหละค่ะ

ในเรื่องการตอบคำถาม ที่คุณบอกว่า ไม่ได้อธิบาย เดาว่ามาจากความไม่กล้าพูดโต้แย้ง ไม่รู้ว่าเพราะภาษาไม่ดีหรือเปล่า แต่คุณอย่าแสดงความกลัวสิคะ พยายามตั้งใจ มุ่งมั่นสิคะ แล้วคุณจะทำได้

 

สู้ๆค่ะ

แสดงความคิดเห็นส้มไดอารี่ ( ) วันที่ลงประกาศ 06-06-2006

  

พูดถึงเรื่อง การแต่งกาย และ บุคลิกภาพ ........ ไม่ต้องเน้นอะไรมากๆ แค่แต่งตัวสุภาพ ไม่ยืนแกว่งไปมา ปิดโทรศัพท์ หรือใช้ระบบเสียงเงียบขณะให้สัมภาษณ์ ยืนคอตั้งตรง หน้ามองไปที่เจ้าหน้าที่ ยิ้มสวัสดี แล้วก็พกความมั่นใจไปโลด ก็เอกสารครบแล้วนี่ ในมือฉันยังมีเอกสารสำรองอีก อยากได้ไรบอกมาเลย เจ๊จัดห้ายยยย .......... คิดซะแบบนี้นะคะ แล้วจะดีเอง

  

ยังไงก็ขอให้เพื่อนๆโชคดีค่ะ

 

06June2006

 




Somdiary in the UK (old stories)

Diary Repost: มาเรียนที่อังกฤษ ได้อย่างไรเนี่ยะ ตอน 2 article
Diary Repost: มาเรียนที่อังกฤษ ได้อย่างไรเนี่ยะ? ตอน 1 article
Trip to Scoltand ตอน เจอะวัวไฮแลนด์ และ fish & chips ที่ Tyndrum article
Trip to Scoltand ตอน เมือถึง Inverness และ Loch Ness article
Trip to Scotland ตอน จาก Aberdeen ไป Inverness ค่ะ (29-06-06) article
Trip to Scotland ตอน เดินทางมา Aberdeen article
Trip to Scotland ตอน ตะลุยผ่าน Stonehaven.....ปราสาท Dunnottar article
Trip to Scotland ตอน แวะเมือง Dundee เมืองอุตสหกรรม ที่นักท่องเที่ยวน้อย (27-06-06) article
Trip to Scotland ตอน ท่อง ST. Andrews สก๊อตแลนด์ เมืองแห่งกอล์ฟ 26-06-06 article
Trip to Scotland ตอน เริ่มเดินทาง ( 25 - 26.06.2006) article
วันรับปริญญา ในปี 2549 article
Thames Valley University เปลี่ยนชื่อแล้วค่ะ
LONDON IMAGES Volumn2 @ Oxford Street and Knightbridge
LONDON IMAGES Volumn1 @ Oxford Street and Knightbridge
21 November 2006 ผ่านอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน....เพื่อกระดาษใบเดียว....ใบปริญญา article
ภาพจาก Kew Garden8 มิถุนายน 2549 article
ท่องตลาด Spitalfields article
14 March 2006 : เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัย SOAS article
In you heart article
อินคา !!! เสาร์ที่ 10 มิถุนายน 2549 article
Saranrom สราญรมย์ ร้านอาหารไทย ตอนที่ ๒ article
Saranrom สราญรมย์ ร้านอาหารไทย ตอนที่ ๑ article
ย้อนรอย หนังสือ ส้ม’s Diary article
ประกาศ การเลือกตั้งในสหราชอาณาจักร....ค่ะ article
ส้มไดอารี่กับโรงเรียนสอนภาษาในลอนดอน ตอนที่ 2 (06-02-06) article
Invitation Letter (Edited Version) article
ส้มไดอารี่ กับ โรงเรียนภาษาในลอนดอน (04-02-06) article
ช่วงเวลาแห่งความอดทน 19-01-2006 article
The Lion King Musical 06-12-05 article
มู๋ย่างเกาหลี ที่ Regent Street (14-11-05) article
มาเรียนอังกฤษ มาอย่างไร ให้พร้อม ?? .......(18-11-05) article
วัน Halloween ที่ผ่านมา ............... (7 Nov 05) article
ลอนดอนไม่ได้หรูหราอย่างที่คิดหรอกนะ........17 OCT 2005 article
ปีสุดท้าย...ของการศึกษา.....12 OCT'05 article
หาบ้านในลอนดอน......ซื้อของเข้าบ้านที่ IKEA….6 ตุลาคม 48 article
ตอน พายายเที่ยวกรุงเทพฯจ๊า article
การบินไทย.......รักคุ๊ณเท่าฟ้าฟ้าาาาาาาาาาา........Trickดีๆสำหรับคนต้องการปรับเวลา article
Thai Square Putney Bridge .........Part 1 article
Thai Square Putney Bridge .........Part 2 article
The Lion King Diary's Gallery ....Part 1 article
The Lion King Diary's Gallery ... Part 2 article
วันลอยกระทง วัดพุทธประทีป พาตัวไปใกล้วัด 13 Nov 05 article
รวม Link เกี่ยวกับประเทศอังกฤษค่ะ article
My Pie article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.