ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
bulletMy History | ประวัติส้มไดอารี่
bulletGuestbook | ทักทายส้ม
dot
dot
bullet☼ Samui ☼ เดินทางไปสมุย
bullet☼ Samui ☼ ล่องเรือชมเกาะ
bulletครั้งหนึ่งที่ ธรรมกาญจนา
dot
dot
bulletJapan Trip 1 ตอน เดินทางวันแรก
bulletJapan Trip 2 มาทำความรู้จัก “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” กันค่ะ
bulletJapan Trip 3 ตอน เที่ยวเกียวโต (1/2)
dot
dot
bulletScotland ตอน เริ่มเดินทาง
bulletStonehaven ปราสาทงามริมเล
bulletซื้อของเข้าบ้านที่ IKEA
dot
dot
bulletศิริวรรณ หอยทอด ม๊ะ? จัดไป!
dot
dot
bulletยังขี้เกียจอยู่


Somdiary Online Fan Page
Follow my instagram ja :)
Somdiary Online Channel


มาเรียนอังกฤษ มาอย่างไร ให้พร้อม ?? .......(18-11-05) article


 

เดี๋ยวนี้ การสัมภาษณ์ผู้ที่เพิ่งมาอังกฤษครั้งแรก เริ่มเข้มงวดขึ้นค่ะ การมาอังกฤษไม่ใช่ง่ายๆแบบแต่ก่อนแล้ว เพราะเหตุที่คนหลากชาติมาทำเสียชื่อเสียงหลายๆอย่าง เช่น มาเป็นโรบินฮู้ด หนีวีซ่า หรือแต่งงานหลอกๆ เพื่อให้ได้วีซ่าอังกฤษ จะได้มาทำงาน หาเงินกันได้ง่าย หรือว่า มาแล้วก็ไม่ยอมจ่ายบิลค่าบ้านค่าน้ำค่าไฟค่าโทรศัพท์ แต่ละค่ารวมกันมากมายมหาศาล และไม่ใช่คนคนเดียว แต่กลับมีหลายคนที่ทำ หลายชาติด้วย ซึ่งไม่ยอมจ่ายและชิ่งหนีกลับประเทศซะเลย และก็คงยังมีการก่อปัญหาต่างๆเล็กๆน้อยๆ ซึ่งย้ำว่า ไม่ใช่คนไทยชาติเดียวค่ะ

 

มาเริ่มที่การตรวจเอกสารดีกว่า ตอนนี้ การขอวีซ่าจะเป็นสองแบบ จากการที่ส้มเพิ่งไปต่อวีซ่ามาเมื่อต้นเดือนกันยา ที่ถนนวิทยุ ณ สถานทูตอังกฤษ ก่อนไป ต้องตรวจด้วยว่าเอกสารเราน่ะครบหรือยัง และที่สำคัญ ทำ cashier’s cheque หรือ Bank Draft ไว้หรือยัง โดยถือเป็นค่าแรงของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าวีซ่าจะผ่านหรือไม่ก็ตาม คุณไม่มีสิทธิเคลม หรือเรียกร้องเงินกลับมาได้ โดยตอนนี้ราคาสำหรับขอวีซ่านักเรียนอยู่ที่ 6,375 บาท ค่ะ ต้องทำเป็น cashier’s cheque หรือ Bank Draft เท่านั้นนะคะ ไม่มีเงินสดแล้ว

 

 

 

 

ขั้นแรกที่ไปถึงสถานฑูต จะมีคิวยาวๆเลย สองคิว คิวแรก สำหรับคนที่เพิ่งมาขอวีซ่า และอีกคิว ก็คือสำหรับคนที่เคยมาขอแล้ว ต้องดูคิวดีๆ ถ้าหากไม่รู้อะไรก็ให้ไปถามพี่ยามที่พูดไทยไม่ชัดน่ะค่ะ ฮิๆๆ แกน่ารักดี ไม่รู้ชื่ออะไร เห็นกี่ทีๆก็เจอแกตลอด รู้สึกแกเป็นชาวพม่า หรือไงนี่แหละ สังเกตดีๆ คิว Drop box สำหรับคนที่มาต่อวีซ่า หรือเคยมาขอวีซ่าอังกฤษแล้ว ไม่นานกว่า สิบปี โดยตรงที่ drop เป็นช่องกระจกเล็กๆหน้าสถานฑูตค่ะ คิวจะจอดอยู่ตรงนั้น แล้วพนักงาน จะตรวจเอกสารคุณ พร้อมยื่นใบเสร็จมารับวีซ่า ภายใน 2 วันทำการ แต่ไม่ได้หมายความว่า การ DROP BOX ทุกคนจะได้หมด แต่จะเป็นการง่ายต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ เอกสารส่วนมาก ควรจะถ่ายสำเนาไว้ ไม่ควรที่จะนำตัวจริงมายื่นค่ะ แต่ควรนำตัวจริงมาด้วยเผื่อเขาอยากดู

 

สำหรับผู้ที่เพิ่งมาอังกฤษ.........ตอนนี้ทางสถนฑูตต้องการให้ทำกาตรวจ TB หรือ TUBERCULOSIS TESTING สำหรับบุคคลที่เพิ่งมาสหราชอาณาจักรครั้งแรก และอยู่มากกว่า หกเดือนขึ้นไป โดยผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 ก่อนไปขอวีซ่า ควรจะตรวจไปก่อนค่ะ ตามความคิดเห็นด้านล่างนี้ค่ะ

 

ความเห็นที่ 5 (309256)
พึ่งไปตรวจวันนี้ค่ะ เท่าที่เจ้าหน้าที่บอกมาทุกคนที่ยื่นเรื่องขอวีซ่าตั้งแต่ 1 ธค 05 ที่ต้องการ visa อายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ต้องทำการตรวจเพื่อใช้ร่วมกับเอกสารอื่นๆในการยื่นขอ visa ค่ะ และ ไม่สามารถเดินทางไปตรวจที่โรงพยาบาลโดยตรงนะค่ะ ทุกคนจะต้องทำการนัดกับ IOM ก่อน แล้วทำการลงทะเบียนที่ IOM และชำระค่าธรรมเนียม 2050 บาท ค่ะ หลังจากนั้นคุณจะได้รับใบส่งตัวให้ไปตรวจได้ที่ รพ บำรุงราษฎร์ หรือ พญาไท 2 ค่ะ ( เลือกที่ใดที่หนึ่งตามสะดวกค่ะ)

สำหรับบุคคลที่ได้รับ VISA ก่อนวันที่ 1ธค อาจไปทำการตรวจเพื่อใช้ยื่นกับ ตม ได้ค่ะ ( ถ้าให้แน่ใจก็โทรไปถามทางสถานทูตดูนะค่ะ )

ผู้แสดงความคิดเห็น update ( ) วันที่ 01-12-2005 21:00:42

 

แหล่งข้อมูลจาก กระทู้ในเวปส้มไดอารี่.NET  อ่านเพิ่มเติมได้ตามลิงค์ด้านล่างค่ะ

116869 REQUIREMENT FOR TUBERCULOSIS TESTING FOR APPLICANTS VISITING THE UK FOR LONGER THAN 6 MONTHS

 

สำหรับการมาขอวีซ่าที่สถานฑูต ภาพที่เราเห็นการเริ่มต้นจากการต่อคิวตรงประตู อย่างภาพด้านบน หลายคนมาต่อกันตั้งแต่เช้าตรู่ อยากจะบอกว่า มาถึง 7 โมงเช้าก็ยังทันค่ะ ไม่ต้องรีบมากก็ได้ เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่จะปล่อยเข้าไปข้างใน ด่านแรก จะเจอเจ้าหน้าที่ยืนตรวจกระเป๋า จะเป็นหญิงคนไทย หรือจะเป็นชายชาติอะไรไม่รู้ แต่ว่า เราต้องมีเอกสารในมือด้วย เผื่อว่าเราไม่ได้ทำ cashier’s cheque หรือ bank draft มา เขาก็จะบอกให้เราไปทำที่แบงก์ตรงหัวมุม (เท่าที่ได้ยินมาตอนส้มเดินเข้าไปสอบถามข้อมูลจากพนักงานด้านใน ก็จะเดินผ่านตรงจุดนี้น่ะ) เสร็จแล้วเขาก็จะตรวจเป๋า ต่อมาก็เขามารอคิวข้างใน ซึ่งยาวดี รอคิวเพื่อให้พนักงานคนไทยด้านหลังประตูนั่นแหละตรวจเอกสารนะคะ ว่าเอกสารครบหรือไม่ครบ สำเนามีหรือยัง ถ้าหากไม่ครบ ขาดอะไร เขาจะให้คุณไปนำมาใหม่และมายื่นเรื่องในวันต่อไป ตรงนี้แหละค่ะ ที่เขาจะแนะนำคุณได้ว่า ขาด หรือ ต้องการไรเพิ่มเติมที่สำคัญ และถ้าผ่านตรงจุดนี้ไปได้ เขาก็จะให้คุณผ่านไปรอสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่ค่ะ หรือไม่ก็นัดวันมาสัมภาษณ์ให้คุณอีกที หรือถ้าสัมภาษณ์ตรงนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่ยังสงสัยอะไร เขาก็จะนัดวันมาสัมภาษณ์กับคุณอีกทีค่ะ

 

 

แต่ขอเตือนก่อนว่า เวลาไปถึงน่ะ อย่า self จัดซะจนไม่รู้ตัวเลยแล้วกันส้มเคยได้ยิน มาดามเอมี่ หรือมาดามจิ๊บ (คนที่แชร์แฟลตกับส้ม) เล่าว่า ตอนมาขอวีซ่าน่ะ มีคนนึง มั่นใจว่าตัวเองมีคุณสมบัติพอที่จะได้วีซ่าแน่ๆ แต่พอไปตอบคำถามเจ้าหน้าที่ ก็ตอบไม่ได้ เงียบ เอกสารที่เจ้าหน้าที่ขอดูก็ไม่มีสักอย่าง นอกจาก ใบสมัคร กับ พาสปอร์ต ไม่รู้ว่าผ่านกระบวนการตรวจเอกสารมาได้อย่างไร หรือมาดามแกเล่าไม่หมดก็ไม่รู้นะ แต่ส้มว่าอย่างนี้มันก็มั่นซะจนล้นเกินไปน่ะ

 

มีคนถามมาหลายคำถามมากๆว่า เวลาเข้าไปแล้ว เจ้าหน้าที่จะถามว่าอะไรบ้าง ต้องเตรียมตัวในการตอบ อย่างไร จริงๆแล้วเนี่ยะ ส้มไม่ค่อยอยากจะแนะนำตรงนี้หรอกนะคะ เพราะเราไม่รู้ว่าคำถามจะมาในแนวไหน  อย่างที่แนะนำไปก็คือส้มอยากจะแนะนำทางด้าน Physical มากกว่า

เบสิคเลยที่เขาจะถามคุณคือ ถามเกี่ยวกับประวัติตัวคุณเอง ถึงครอบครัว การทำงาน การศึกษา และก็อาจจะถามว่า ทำไมถึงคิดไปเรียนที่อังกฤษ หรือถ้าคุณจบมานานแล้ว ทำไมถึงเพิ่งจะคิดไปเรียนภาษา (บางทีมันเป็นกระแส ฝรั่งเขาไม่เข้าใจหรอกว่า บ้านเราทำตามกระแสนิยมมากเหมือนกัน)  และก็ถามคิดจะทำอะไรหลังจากเรียนจบ จะกลับไทยเลย หรือจะทำงาน อันนี้ควรตอบว่ากลับไทยนะ ถ้าบอกว่าจะทำงาน นี่แย่นะคะ และส้มว่ามันมีอีกมากมาย หลากหลายเลยล่ะ การเตรียมตัว ส้มมักจะแนะนำตั้งแต่การแต่งกายด้วยซ้ำ เพราะตั้งแต่มาอยู่อังกฤษ สังเกตได้ว่า คนอังกฤษ ชอบให้การแต่งกายดูดี ต่อสายตาคนอื่น เพราะมันดูมีความมั่นใจ สังเกตการแต่งตัวสีเข้ม คือไสตล์ของเขาเลยก็ว่าได้ ยิ่งการไปสัมภาษณ์งาน หรือการทำงานในห้างร้านโรงแรมก็ตาม ถ้าแต่งกายไม่ดี เขาจะยิ่งดูถูกในรสนิยม หรือว่าไม่ก็ไม่รับเข้าทำงานด้วยซ้ำอ่ะ ดังนั้นการแต่งกาย มันบ่งบอกถึงรสนิย มารยาทสังคม และก็กาละเทศะ เพราะมีการค้นคว้าและวิจัยมาแล้วด้วยซ้ำว่า การแต่งกายดีเสริมสร้างความมั่นใจมากกว่าคนที่ไม่แต่งกายดูดี การตอบ ส้มคงไม่มาบอกว่า ต้องตอบอย่างไรดีกว่า เพราะส้มเองก็ไม่รู้ว่ะจะเจอคำถามอะไรบ้าง แต่อยากแนะนำให้มี eye contact ไม่หลบสายตาผู้สนทนา และก็พยายามพูดภาษาอังกฤษ ถ้าหากพูดได้ แต่ถ้าพูดไม่ได้จริงๆ ไม่มั่นใจ ก็อยากให้พูดภาษาไทยไปเลย ตัดบท เวลาไม่เข้าใจในคำถาม อยากให้ถามเขาให้ repeat again pls ไม่ใช่มัวแต่ ห๊ะ ! อ๊ะ! หรือ WHAT!

 


 

 

ซึ่งการอุทานออกมาด้วยความไม่เข้าใจเหล่านั้น สามารถทำให้เราเสียเครดิตลงได้ อยากให้ใช้ภาษาอย่างมีเสน่ห์ ไม่ต้องฝึกที่ไหนหรอกค่ะ พยายามท่องเข้าไว้นั่นแหละ

I beg your pardon?

Pardon me?

Excuse-me?

หรือ

Sorry sir, m’am?

 

อ้อ และเท่าที่สังเกต...........บุคคลใดก็ตาม ที่เคยไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศหลักอย่าง อเมริกา จะได้รับการพิจารณา ออกวีซ่าง่ายกว่า ที่ไม่เคยไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับเอกสารประกอบการที่เรานำไปเสนอกับเขาด้วยเช่นกันค่ะ

 

การตอบคำถามต่างๆ เข้าใจคนไม่เคยต้องใจสั่น กลัวว่าเหมือนกำลังโดนถูกสอบสวนอย่างผู้ต้องสงสัย แต่นั่นคือกระบวนการคัดคนของเขาน่ะแหละ อย่าไปกลัวเลย มันก็แค่กระจกลวงตา หลอกตาเราให้เรากลัว แต่จริงๆภายใต้หน้ากากที่เขาสร้างฉากมาให้เราเห็นนั้นก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ มันก็แค่การ set ฉาก แต่เราก็ต้องระมัดระวังในการตอบคำถาม ไม่อยู่ในการประหม่า คือเราต้องเตรียมตัวดีๆในการมาเพื่อสัมภาษณ์ หาหนังสือดีๆอ่าน ในการพูดภาษาอังกฤษเชิงสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ หรือหาคำแนะแนวจาก British Council ก็ได้เอ้า ถ้าเกิดไม่มีที่ไปจริงๆ เพราะยังไงทางนั้นก็ต้องส่งคุณมาคุยกับเอเจนซี่สักที่นึง ซึ่งส้มเคยได้ list เอเจนซี่มามากมายจนตาลายเลยล่ะ

 

 

 

ทีนี้มาถึงคำถามหลายๆคำถามที่ว่า หลังจากการขอวีซ่าแล้ว เราจะต้องเตรียมตัวเอาอะไรมาอังกฤษบ้าง........ฮ่าๆ จากการที่พอมีประสบการณ์ของผู้ไม่รู้ ของผู้ที่ไม่เคยมาอยู่เมืองนอกนานๆ ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2001 ส้ม NO IDEA เลยว่า เราต้องเอาอะไรมาบ้าง สำหรับการเตรียมตัวขอวีซ่า จริงๆนะ เพราะ

  1. ส้มเพิ่งมาอยู่ต่างประเทศนานๆครั้งแรก
  2. ที่บ้านส้มก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ครั้งแรกที่ต้องทำทุกอย่างเอง เพื่อตัวเราเอง

ดังนั้น ส้มก็ต้องบอกเลยว่า สมองส้มว่างเปล่า ไม่รู้จะจับต้นชนปลายอย่างไรให้ถูก การเตรียมของมาอังกฤษ มันก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่คุณมาอยู่อาศัยในที่นี่ ขึ้นอยู่กับว่า คุณมาเพื่อจุดประสงค์ใดด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เป็นมาตรฐานคนไทยทำ ในการมาเมืองนอก เห็นจะเป็น มาม่า! ที่ขาดกันไม่ได้เลย ไปไหน ฉันพกมาม่าไปด้วย ฉันไม่อด ฮ่าๆๆ

 

จริงๆ เพื่อนๆอยู่รอดในเกาะอังกฤษได้ โดยไม่ต้องพึ่ง มาม่า......... พึ่งฝีมือตัวเองดีกว่า ฝึกทำซะสิ แซนวิชน่ะ ใส่มายองเนส ใส่แฮม ใส่ไส้กรอก ใส่ทูน่า ประกบกัน ก็ห่อคลิ้งฟิลม์ใส่กระเป๋าไปเรียนได้แล้ว มาม่ามันต้องมาต้มอีก มันคนละแนวเลย แถมวิธีการทำข้าวกล่องไปเรียน นี่ก็คือวิธีที่ง่ายด้วย การทำแซนวิชก็ไม่ยากเกินไปหรอกนะ คนที่ทอดไข่ไม่เป็นอย่างส้มสมัยแรกๆยังทำไปทานได้เลย ไม่เห็นยาก แต่ยังไงก็ตามนะ ส้มก็ยังอยากทานอาหารไทยมากกว่าอยู่ดี ทำไมถ้าจะเอาของจากไทยไป ไม่ลองซื้อหมูหยองล่ะ น้ำพริกเผาจะขนไปก็ได้สักกระปุก เพราะจริงๆที่ลอนดอน มีขายเยอะแยะเลยพวกนี้ กลั้นใจซื้อหน่อยก็ดี เผื่อคุณอยากจะแบกอะไรที่มันหนักกว่าและมีสาระสำคัญต่อการดำเนินชีวิตมากกว่ากระปุกพริกเผา หรือขวดน้ำปลาด้วยซ้ำ ทำแซนวิชหมูหยองใส่พริกเผา spread อื้อ หือ........อร่อยเหาะ เห็นม๊ะ มันปรับใช้กันได้ ไม่ยาก

 

 

เสื้อผ้าหน้าหนาว.............เห็นว่า ที่ควรจะนำมาจากเมืองไทยเลย ก็คือแจ๊กเก็ตบางๆสักสองตัว และก็เสื้อบุหนึ่งตัว ที่เหลือเลยนะ กางเกงยีนส์ ขนมาเลย เสื้อแขนยาว แขนสั้นอะไรก็ว่าไป ไม่ต้องมาซื้อเสื้อผ้าที่นี่ ยกเว้น เสื้อหนาวน่ะ ที่นี่มีหลากหลายรูปแบบให้เลือก มีตั้งแต่ jacket, coat, overcoat, vest, polo neck, leather coat อะไรแบบนั้น มีหลากหลายดีไซน์ ถูกกว่าหลังการบินไทยก็มีช่วง Sale ยิ่งช่วงลดกระหน่ำ Christmas Sale นี่นะ ยิ่งอย่าพลาด.............ลดจนร้านแทบขาดทุน แต่ไม่หรอก ร้านมันก็โละๆของที่ขายไม่ออกมาบ้าง และก็มีลดตามประเพณีในช่วงเวลาสำคัญๆนี่แหละ ขำย้ำอีกรอบว่า ไม่ต้องนำเสื้อหนาวมาเยอะหรอกจากเมืองไทยน่ะ เพราะบ้านเราไม่ใช่บ้านหนาว เสื้อผ้าเขาก็ไม่ได้มีหลากหลายให้เลือก นอกซะจาก บางที่มีคนนำเสื้อหนาวมาขายจริงๆ เปิดท้ายขายเสื้อหนาว เช่นคนที่เคยไปเรียนต่อมาก่อน ก็อาจจะนำเสื้อหนาวสวยๆมาขายก็ได้ ไม่รู้ว่าจะเป็นแถวไหนนะ

 

การเตรียมของในขั้นต่อไปที่สำคัญเลย เห็นจะเป็น ผ้าพันคอ กับหมวกไหมพรม และก็ถุงมือ เพราะว่ามาถึงเราจะได้ไม่หนาวไง สำหรับคนมาช่วงหน้าหนาวนะคะ แต่ถ้ามาช่วงซัมเมอร์ ก็นำมาเตรียมตัวบ้างก็ยังดี ไม่ต้องนำมาเยอะ  อากาศช่วงเย็นๆจนถึงหนาวจริงๆ ส้มขอครอบคลุมตั้งแต่ ตุลาคม ไปจนถึง พฤษภาคม เลย เอาตั้งแต่ เย็นจางๆ เย็นจัด หนาว หนาวจัด ไปจนถึง เริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนในช่วง พฤษภาคม เลยก็ว่าได้ แต่ช่วงนั้นอากาศจะแปรปรวนหน่อย เด๋วลม เด๋วฝนเด๋วแดด เด๋วหนาว ก็ว่ากันไป

 

 

การเตรียมลิปมันดีๆก็สำคัญนะ เพราะที่นี่หนาวเอาการ ปากแตกแห้งกันเป็นว่าเล่น ลอกเอาลอกเอา ส้มใช้ของ clinique น่ะค่ะ ลิปแบบไม่มีสี หลอดเขียวๆ ส้มว่ามันก็ดีนะ เคลือบปาก เวลาทาแล้วมันรู้สึกอุ่นๆ แต่มันก็แล้วแต่สภาพฝีปากของแต่ละคนด้วยนะ ส่วนครีมทาผิว ส้มว่าของ Jergens ก็ดีนะคะ ส้มผิวแห้งสุดๆ จนแตกเป็นลาย รู้สึกในอังกฤษไม่มี แต่ลองไปหาที่ Boots หรือ Superdrug (Superdrug ถูกกว่าและก็ดีเหมือนกัน โดยเฉพาะผ้าอนามัย) ในอังกฤษ ก็มีครีมบำรุงผิวมากมายเลย มาซื้อที่อังกฤษก็ดี มีหลายอย่างที่เมืองไทยไม่ขาย และก็ใช้ได้ดีทีเดียว อย่างเช่น ครีมทาผิว เซรั่มบำรุงผม ของ Ganier: Fructis ทาผมแล้วผมจะตรงนวลธรรมชาติดีค่ะ ส่วนครีมทาผิวที่ส้มเห็นว่าใช้ดีก็น่าจะลองใช้พวกที่เขียนว่า Anti-dryness และก็ firm body moisturizer ก็ดี เพราะที่อังกฤษอากาศแห้งสุดๆ แห้งจนผิวเสียค่ะ

 

 

จากเรื่องผิวแล้ว ก็มาเรื่องเครื่องเขียน เคยเห็นคนหลายคนนำเครื่องเขียนมากันเยอะแยะ บางคนก็หอบมาเป็นลังเลยก็มี ........... จริงๆปากกาที่นี่ก็แพงใครพอจะพกมาได้ก็แนะนำให้ซื้อปากกาที่เราชอบเขียนดีและติดใจซื้อมาเยอะๆสักโหลสองโหล ส่วนพวกที่เหลือเช่น แม๊ก พวก puncher (ตัวทำรูสองรูใส่แฟ้ม) กระดาษกาว ใครจะนำมาจากไทยก็แล้วแต่นะ จะซือที่อังกฤษก็ได้ ใครเรียน Art หรือชอบวาดรูป อย่าลืมพกสีไม้สีน้ำหรือสีที่ชื่นชอบมาล่ะ เพราะสีที่นี่ก็แพง ปากกา Highlight ก็เอามาก็ได้ จริงๆส้มพกกระเป๋าเครื่องเขียนมาอันนึงจากไทยเลยอ่ะค่ะ ตั้ง notepad และก็ กระดาษที่มีกาวตรงหัวแปะได้ทุกที่อ่ะ ส้มก็ซื้อมาจากไทย หรือจะซื้อที่นี่ก็ได้ ขายเป็นชุด แต่เครื่องเขียนในอังกฤษก็แพง ต้องหาแหล่งถูกหน่อย เช่นตามร้านแขกที่ขายของสารพัดชนิดตั้งแต่หัวจรดเท้า (เดี๋ยวจะเล่าในตอนต่อไป) ใครเรียน Fashion Design  แนะนำให้ไปหาผ้าแปลกๆ ลายสวยๆ มาเยอะๆเลย จากเมืองไทย เพราะผ้าที่นี่ขายแพงมากๆ อุปกรณ์บางอย่างสำหรับเรียนก็น่าซื้อมาจากเมืองไทยเผื่อไว้ สำคัญเลยนะ อุปกรณ์เพื่อการศึกษา สำคัญกว่ามาม่าอีก ซื้อไว้แล้วค่อยมาหาที่เหลือที่อังกฤษเอาเอง อีกอย่างนะ แฟ้มที่นี่แพงมาก ก็ลองหาซื้อแฟ้มมาบ้าง ไม่ต้องเยอะนะ ยัดๆใส่กระเป๋า ทั้งแฟ้ม ทั้งพลาสติกแผ่นใสๆน่ะค่ะ สำหรับสอดใส่กระดาษแผ่นสองแผ่น กันมันยับ หรือแฟ้มแข็งบางๆ ที่สำหรับใส่เอกสารเฉพาะกิจ เช่นไป ส่งงาน หรือว่าทำ presentation หน้าห้อง

 

 

สำหรับคนที่ชื่นชอบการ write แผ่น ชอบดาวโหลดหนังมาดู ก็น่าจะซื้อ CD/DVD Re-Write มาจากเมืองไทยบ้าง ไม่แนะนำให้นำมาเยอะ เด๋วไม่พอของจำเป็นอื่นๆ หรือไม่ต้องซื้อก็ได้ มาหาซื้อเอาที่อังกฤษแหละ แต่แนะนำให้ซื้อ USB HUB สำหรับคนที่ชอบเสียบหลายรู สำหรับเครื่องแลปทอปน่ะค่ะ เช่นเสียบสำหรับ ปริ้นเตอร์ แสกนเนอร์ หรือเครื่องทำงานอื่นๆ หรือไม่ก็ USB removable disk สำหรับการ เซฟงานที่มหาลัย หรือที่บ้านไปมหาลัย ไม่ต้องแบก notebook ไปหรือไม่ต้องซื้แผ่นดิสก์แล้วด้วย ที่สำคัญ ส้มไม่แนะนำให้แบกของหนักมา เช่น CPU และ ปริ้นเตอร์ เว้นเสียแต่ว่า มันเบา และน้ำหนักไม่มาก หรือพวก คีย์บอรด์ กับ mouse และ mouse pad ถ้าใครอยากได้คอมตัวเองมาใช้ที่เมืองนอก แนะนำให้แกะไส้ใน CPU ออก และมาหาซื้อ case เอาที่ลอนดอน ตามถนน Tottenham Court Road มีมากมายก่ายกอง ถนนทั้งแถบ เกี่ยวกับอุปรกรณ์ electronic, computer และก็รับซ่อมคอมอะไรงี้ และแผ่นซีดีที่คุณจะนำมา แนะนำให้เขียนบนแผ่นเป็นภาษาไทยมาแล้วกัน เผื่อเขาตรวจน่ะค่ะ หรือซีดีที่มีcase มาด้วยถ้ากลั้นใจเอาcase ออกและก็หา cd case ที่เป็นกระเป๋าใส่มาได้หลายๆแผ่นจะประหยัดเนื้อที่ได้ดีกว่านะคะ

 

 

สำหรับคนมาใหม่ๆ พร้อมคอมพิวเตอร์แสนรัก ถ้ากลัวเหงา ไม่รู้เรื่องอะไร แนะนำให้หาซื้อซีดีหนังภาษาอังกฤษและมี subtitle เป็นภาษาอังกฤษ หรือไม่ก็ภาษาไทย ดูนะ จะช่วยฝึกไปได้มาก หาซื้อดีหนังอะไรก็แล้วแต่มาดูก็ดี หรือว่า ลองฝึกภาษาอังกฤษจากการพยายามอ่านข่าวที่แสนน่าเบื่อจาก BBC News ก็น่าสนใจ ลอง search ดู ใครก็ตามที่มาถึงแล้ว ไม่อยากเสียเงินซื้อหนังสือพิมพ์ และเดินทางบ่อยๆ แนะนำนี่เลย Metro! หนังสือพิมพ์ของรถไฟใต้ดิน ที่ก็สะสมข่าวได้เยอะแยะน่าสนใจเช่นกัน

 

สำหรับคนที่อยากรู้ว่าอะไรที่ตัวเองอยากจะใส่เข้ามาในกระเป๋าเดินทางอีก ก็ลองดูแล้วกัน

1.        พื้นที่กระเป๋าตัวเอง

2.        น้ำหนักกระเป๋า ต้องระวังให้มาก ไม่อย่างนั้น ต้องมาจัดกระเป๋ากันใหม่ที่สนามบิน

นักเรียนได้น้ำหนักกระเป๋า 30 โลมากสุด หรือลองโทรไปถามที่สายการบินว่า น้ำหนักคุณได้เท่าไหร่ ขอได้ไหม  กรณีที่จะขอจากสายการบินไทย จากลอนดอน กลับ กรุงเทพน่ะ ส้มไม่แน่ใจว่ายังเป็นคนเดิมอยู่หรือเปล่า เพราะข้อมูลก็ปีกว่าแล้ว ให้ส่งเมล์ไปขอน้ำหนักเพิ่ม หนึ่งอาทิตย์ ก่อนเดินทางนะ ที่ Sarah Lee ส้มไม่รู้ยังเป็นเขาหรือไม่ แนะนำให้ลองไปเช็คที่เวปอีกที


 การเขียนจดหมายไปขน้ำหนักกระเป๋า คือการที่เราจะต้องแนะนำตัวเองว่าเราเป็นใคร และเรียนอะไร จบเมื่อไหร่ กลับไทยวันไหน และไฟลท์อะไร และเราต้องการ request for an extra weight เพื่ออะไร และ หมายเลข Royal Orchid Plus number คืออะไร ลองไปดูแบบฟอร์มการเขียนจดหมายมา แล้วก็จะรู้ว่าเขียนยังไงให้ถูกวิธี หรือใครมั่นใจก็เขียนไปโลด ส่วนการขอน้ำหนักกระเป๋า จาก ไทย มาลอนดอน คิดว่าคงต้องโทรไปสอบถามก่อนอันดับแรกนะคะ

สอบถามการจองการบินไทยจากประเทศไทยเบอร์โทร : 02-628-2000
การบินไทย สำนักงานกรุงเทพฯ เบอร์โทร : 02-513 0121 และ 02-5453691-2

สำหรับการต่อสายตรงไปยัง Royal Orchid Plus Officer นี่ก็คือ

 

 

 

 

BANGKOK

 

Royal Orchid Plus

 

Office:

THAI AIRWAYS INTERNATIONAL

 

Address:

ROP MEMBER SERVICE CENTER
P.O.
BOX 567 SAMSEN NAI POST OFFICE, BANGKOK 10400
THAILAND

 

Phone:

(66-2) 545-2000

 

Fax:

(66-2) 545-3300

 

E-mail:

ropsvc@thaiairways.com

http://www.thaiair.com/NASApp/IP_WOA/OfficeQueryResult

 

ท้ายสุดนี้ ที่อยากจะฝากไว้ให้เพื่อนๆได้มีข้อคิดคือ..............ประเทศอังกฤษไม่ได้สวยหรู อย่างที่ทุกคนคิดหรอกนะคะ อยากให้มองสองแง่จากสื่อ อยากให้ลองเปรียบเทียบดูว่า ประเทศอังกฤษก็เหมือนประเทศไทย ที่พยายามจะขายรูปลักษณ์บางอย่าง แต่ภายในจริงๆแล้ว มันไม่ได้สวยอย่างที่เขาอวด เขาโชว์ ผู้คนไม่ได้เหมือนกับที่เขาให้เราเห็น อยากให้เตรียมใจให้มากๆ เพราะกำลังใจ สำคัญอย่างยิ่ง ในการที่จะมาใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งคนเดียว ในต่างแดน ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม มันมักจะมีคำว่า ผิดหวัง กับภาพที่เห็น เมื่อมาได้สัมผัสเองในที่สุด ซึ่งส้มไม่เห็นด้วย ที่จะใช้คำว่า ผิดหวัง แต่อยากให้ใช้วิธีเดียวกันกับการ มีแฟน คือการมองหลายด้าน การเผื่อใจไว้จำ การเรียนรู้เป็นประสบการณ์ การมาอังกฤษ โดยเราไม่เคยมา มันเหมือนการมาแต่งงานโดยไม่เห็นหน้าเจ้าบ่าว หรือเจ้าสาว พอเราผิดหวัง เราคิดจะกลับประเทศ มันก็คงสายเกินไปแล้วล่ะ เพียงแต่ทำใจเพื่อให้อยู่ต่อได้อย่างไร อย่างไม่เซ็ง ทำอย่างไรที่จะทนกับสภาพอากาศที่แปรปรวนแบบนี้ และอยู่ไปอยู่มา เพื่อนๆจะลืมความวุ่นวายสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนๆจะลืมอากาศแย่ๆในกรุงเทพ เพื่อนๆจะลืมนิสัยคนไทยที่ขี้เกรงใจซะมากเกิน ลืมความเป็นคุณหนู ดันมาเป็นคุณแจ๋วซะนี่ แต่ไม่ลืมภาษาไทย ไม่ลืมพระเจ้าอยู่หัว ที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเราชาวไทย และความเป็นคนไทย ที่มีน้ำใจแล้วกันนะคะ  ที่สำคัญเลย อยากให้ลืมไอ้พวกนิสัยชอบนินทาว่าร้ายคนอื่น เห็นคนอื่นดีไม่ได้ดีกว่า และก็พวกชอบจับกลุ่มจับผิดคนนู้นคนนี้ หรือว่า นิสัยไม่ดีหลายๆอย่างน่ะค่ะ ส้มเชื่อว่า ต่างประเทศ จะฝึกคนให้มีความรับผิดชอบ ให้รู้จักการใช้ชีวิตอย่างมีค่า รู้จักการรักษาเวลา ทำให้เรารู้ว่า อาหารไทยคืออาหารที่อร่อยที่สุดในโลก ทำให้เรารู้ว่า หนังไทย น่าดูที่สุดในโลก และทำให้รู้อีกว่า ไม่มีประเทศไหน น่าอยู่ที่สุดเท่ากับประเทศไทย ที่มีพระเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตีรย์ไทยให้เราอุ่นใจ

 

 

แม้นว่า..............ตัวเราจะอยู่ไหนก็ตาม.........แม้นว่า การอยู่เมืองนอก มันน่าสบายใจกว่าอยู่เมืองไทยก็ตาม (ซึ่งส้มเห็นด้วยนะ) ส้มไม่อยากให้คนไทยอ่ะ ลืมความสามัคคี และมีน้ำใจกันค่ะ ส้มเองก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไรหรอกนะ แต่ส้มไม่ชอบนิสัยคนไทยหลายอย่างที่มักจะหลีกเลี่ยงลำบากเมื่อได้มาสังคมกันเป็นกลุ่ม โดยคนนู้นก็จะคุยถึงคนที่สาม คนนั้นก็จะเผาคนนี้ บางที บางเรื่อง มันไม่มีมูลเหตุ หรือบางเรื่อง มีมูลเหตุ แต่ดั้นนนน นำไปพูดและสื่อสารกันผิดๆ คนที่โดนเจาะจงเป็นรายบุคคลบางทีก็เสียหาย

ที่พูดมา เพราะอยากให้รับรู้ไว้ว่า ที่ต่างแดนก็ยังมีแบบนี้ ส้มเคยเจอมาบ้าง เพื่อนเคยเล่ามาบ้าง มีคนที่เจอประสบการณ์หนักๆก็เคยเล่ามาบ้าง ถึงขั้นจะทำร้ายร่างกายกันเลยก็มี เพราะความเห็นแก่ตัว ความที่ต้องการจะดิ้นรนนี่แหละ ที่เป็นตัวปัญหาสำคัญ

ลองอ่านนี่ดู เผื่อจะเตรียมใจอะไรไว้ได้บ้าง

 

ลอนดอนไม่ได้หรูหราอย่างที่คิดหรอกนะ........17 OCT 2005



โชคดีนะคะ เพื่อนๆทุกคน

^____^

SOM


 

 




Somdiary in the UK (old stories)

Diary Repost: มาเรียนที่อังกฤษ ได้อย่างไรเนี่ยะ ตอน 2 article
Diary Repost: มาเรียนที่อังกฤษ ได้อย่างไรเนี่ยะ? ตอน 1 article
Trip to Scoltand ตอน เจอะวัวไฮแลนด์ และ fish & chips ที่ Tyndrum article
Trip to Scoltand ตอน เมือถึง Inverness และ Loch Ness article
Trip to Scotland ตอน จาก Aberdeen ไป Inverness ค่ะ (29-06-06) article
Trip to Scotland ตอน เดินทางมา Aberdeen article
Trip to Scotland ตอน ตะลุยผ่าน Stonehaven.....ปราสาท Dunnottar article
Trip to Scotland ตอน แวะเมือง Dundee เมืองอุตสหกรรม ที่นักท่องเที่ยวน้อย (27-06-06) article
Trip to Scotland ตอน ท่อง ST. Andrews สก๊อตแลนด์ เมืองแห่งกอล์ฟ 26-06-06 article
Trip to Scotland ตอน เริ่มเดินทาง ( 25 - 26.06.2006) article
วันรับปริญญา ในปี 2549 article
Thames Valley University เปลี่ยนชื่อแล้วค่ะ
LONDON IMAGES Volumn2 @ Oxford Street and Knightbridge
LONDON IMAGES Volumn1 @ Oxford Street and Knightbridge
21 November 2006 ผ่านอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน....เพื่อกระดาษใบเดียว....ใบปริญญา article
ภาพจาก Kew Garden8 มิถุนายน 2549 article
ท่องตลาด Spitalfields article
14 March 2006 : เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัย SOAS article
In you heart article
อินคา !!! เสาร์ที่ 10 มิถุนายน 2549 article
Saranrom สราญรมย์ ร้านอาหารไทย ตอนที่ ๒ article
Saranrom สราญรมย์ ร้านอาหารไทย ตอนที่ ๑ article
ทบทวนสักนิด ก่อนคิดที่จะไปสัมภาษณ์ (สำหรับขอวีซ่า) article
ย้อนรอย หนังสือ ส้ม’s Diary article
ประกาศ การเลือกตั้งในสหราชอาณาจักร....ค่ะ article
ส้มไดอารี่กับโรงเรียนสอนภาษาในลอนดอน ตอนที่ 2 (06-02-06) article
Invitation Letter (Edited Version) article
ส้มไดอารี่ กับ โรงเรียนภาษาในลอนดอน (04-02-06) article
ช่วงเวลาแห่งความอดทน 19-01-2006 article
The Lion King Musical 06-12-05 article
มู๋ย่างเกาหลี ที่ Regent Street (14-11-05) article
วัน Halloween ที่ผ่านมา ............... (7 Nov 05) article
ลอนดอนไม่ได้หรูหราอย่างที่คิดหรอกนะ........17 OCT 2005 article
ปีสุดท้าย...ของการศึกษา.....12 OCT'05 article
หาบ้านในลอนดอน......ซื้อของเข้าบ้านที่ IKEA….6 ตุลาคม 48 article
ตอน พายายเที่ยวกรุงเทพฯจ๊า article
การบินไทย.......รักคุ๊ณเท่าฟ้าฟ้าาาาาาาาาาา........Trickดีๆสำหรับคนต้องการปรับเวลา article
Thai Square Putney Bridge .........Part 1 article
Thai Square Putney Bridge .........Part 2 article
The Lion King Diary's Gallery ....Part 1 article
The Lion King Diary's Gallery ... Part 2 article
วันลอยกระทง วัดพุทธประทีป พาตัวไปใกล้วัด 13 Nov 05 article
รวม Link เกี่ยวกับประเทศอังกฤษค่ะ article
My Pie article



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail


Copyright © 2010 All Rights Reserved.