ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
bulletMy History | ประวัติส้มไดอารี่
bulletGuestbook | ทักทายส้ม
dot
dot
bullet☼ Samui ☼ เดินทางไปสมุย
bullet☼ Samui ☼ ล่องเรือชมเกาะ
bulletครั้งหนึ่งที่ ธรรมกาญจนา
dot
dot
bulletJapan Trip 1 ตอน เดินทางวันแรก
bulletJapan Trip 2 มาทำความรู้จัก “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” กันค่ะ
bulletJapan Trip 3 ตอน เที่ยวเกียวโต (1/2)
dot
dot
bulletScotland ตอน เริ่มเดินทาง
bulletStonehaven ปราสาทงามริมเล
bulletซื้อของเข้าบ้านที่ IKEA
dot
dot
bulletศิริวรรณ หอยทอด ม๊ะ? จัดไป!
dot
dot
bulletยังขี้เกียจอยู่


Somdiary Online Fan Page
Follow my instagram ja :)
Somdiary Online Channel


Multi-Color in Osaka / Kyoto / Takayama 5 วัน 3 คืน ตอน 3.1 เมืองผู้ดีเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นนานกว่า 1,000 ปี


และแล้ว ทัวร์วันแรกก็มาถึง......หลายคนก็อาจจะสงสัยใช่ไหมละว่าทำไมส้มถึงเลือกมาทัวร์ คิดว่าน่าจะตอบไว้ในตอนแรกแล้วว่า ชอบมาแบบปุบปับ และ ไม่ต้องเตรียมหาข้อมูลอะไรมาก นิสัยส้มเป็นคนชอบศึกษานะคะ แต่จะชอบ surprised มากกว่า คือถ้ามาเจออะไรแล้วประทับใจนี่ก็คือดีอ่ะ และก็มีอะไรเร่งด่วนในชีวิตบ่อยๆ เลยทำให้เป็นคนแนวกะทันหัน ใครสนิทกับส้มจะรู้ดีว่า ส้มมีแผนการตลอด เปลี่ยนแปลงชีวิตตลอด อะไรไม่ตื่นเต้นแล้ว ดูจำเจแล้ว จะไม่ค่อยซ้ำอ่ะ จะเห็นได้ว่า ส้มไม่ได้กลับไปอังกฤษอีกเลยหลังจาก สิบกว่าปี .... ป่าวหรอกค่ะ ไม่มีตังค์...จริงจังนะ เพราะจะไปแต่ละที อังกฤษแพงมาก แต่ช่วงนี้ค่าเงินเริ่มตกลง เลยทำให้รู้สึกว่า อยากกลับไปเยี่ยมบ้านเก่าอีกเหมือนกันค่ะ

 
 
อาหารเช้า เพิ่มพลังก่อนออกเดินทางค่ะ วันนี้อีกยาวไกล กฎ 6-7-8 เหมือนเดิมค่ะ (ใครไม่เข้าใจ ลองไปอ่านไดอารี่ตอน 1-2 ดูค่ะ)

 

ตื่นเช้าๆกันเพื่อรีบลงมาทานอาหารเช้าของโรงแรม ก่อนทริปวันนี้จะเริ่มต้นค่ะ ..... ยาวไกลมากเลยวันนี้ อัดแน่นแต่เช้าสุดไปยันค่ำเลยค่ะ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง อาหารเช้าสไตล์ญี่ปุ่นก็จะประมาณนี้แหละค่ะ ที่ชอบมากๆคือเค้าจะมีเมนูปลา และสลัดผักสไตล์ญี่ปุ่น ไม่รู้ทำไมทานอาหารที่นี่ดูอร่อยกว่าทานบ้านเรา รสชาติมันละมุน และ ข้าวญี่ปุ่นก็อร่อยมากๆค่ะ อ้อ..อาหารเช้าสไตล์ American Breakfast ก็มีค่ะ 

 

หลังจากทานข้าวเสร็จ ก็เตรียมตัวไปเข้าห้องน้ำ ห้องท่า ให้เรียบร้อย ก่อนล้อหมุนค่ะ วันนี้ทุกคนต้องขนกระเป๋าเดินทางกันมาด้วย เพราะคืนที่สอง และ สาม ต่อจากนี้ เราจะไปนอนอีกที่หนึ่งในเกียวโตค่ะ แต่น่าจะชานเมืองหน่อย ที่ที่เราไปก็เลยต้องใช้เวลา กว่าจะเช็คอินเข้าโรงแรมคืนนี้ก็ราวๆ 2-3 ทุ่ม แน่นอนค่ะ ทริปอัดแน่นมากวันนี้ ....... พอเราขึ้นรถ ไกด์ก็แนะนำให้เรารู้จักกับคนขับรถค่ะ แต่ส้มจำชื่อไม่ได้แล้ว โดยเค้าบอกว่าเค้าจะไปทัวร์กับเราตลอดสามวันนี้เลยค่ะ พอมาขึ้นรถ หลายๆคนก็เตรียมตัวหลับค่ะ แต่พี่สาวก็ทำหน้าที่ไกด์ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองเกียวโต ตลอดจนถึงสิ่งที่วันนี้เราจะต้องเจอกันค่ะ

เกียวโตเป็นเมืองเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่นค่ะ เมืองนี้เที่ยวเดือนเดียวก็เที่ยวไม่หมด เพราะมีวัดพุทธถึง 1600 แห่ง และมีศาลเจ้าในศาสนาชินโตอีกกว่า 400 แห่ง เปรียบเสมือน จังหวัดอยุธยาบ้านเรา และยังมีพระราชวังที่ประทับขององค์จักรพรรดิ มีปราสาทเกียวโตในเมืองนี้ด้วย นอกจากนี้ เมืองนี้ยังถูกอนุรักษ์ให้เป็นเมืองโบราณอีกด้วยค่ะ เราก็จะไม่เห็นตึกสูงระฟ้าในเมืองนี้ และเมืองเกียวโตยังเป็นเมืองเดียวในประเทศญี่ปุ่นที่รอดพ้นจากระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 โดยกองทัพสหรัฐฯ ลบชื่อของเกียวโตออก ด้วยเหตุผลของการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ประวัติความเป็นมาในการลบชื่อเมืองนี้ออกก็ค่อนข้างน่าสนใจจนส้มไปค้นความาเพิ่มเติม .....แม้ตอนแรกจะเป็นหนึ่งในรายชื่อเมืองในญี่ปุ่น ที่กองทัพสหรัฐฯกำลังพิจารณาจะทิ้งระเบิดปรมาณู ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นศูนย์กลางทางปัญญาของญี่ปุ่น และเป็นเมืองในเขตอุตสาหกรรม ที่มีประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคน แต่แล้วก็มีชายผู้เปลี่ยนใจกองทัพสหรัฐฯ ไม่ให้ทิ้งระเบิดปรมาณูที่เกียวโต ค่ะ นั่นก็คือ นาย เฮนรี แอล. สติมสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสงคราม ที่ได้พยายามเปลี่ยนใจประธานาธิบดีรูสเวลต์ และ ประธานาธิบดีทรูแมน อยู่หลายครั้งหลายคราจนได้ถอดชื่อเกียวโตออกจากรายชื่อเมืองที่จะทิ้งระเบิดปรมาณูในช่วงปลายสงคราม และเปลี่ยนไปเป็นเมืองนางาซากิแทน ทั้งๆที่เมืองนี้ที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของกองทัพสหรัฐฯด้วยซ้ำ โดยคำชี้แจงของเขาที่ว่า หากทิ้งระเบิดปรมาณูที่เกียวโตแล้ว จะทำให้เกิดความขมขื่นในหมู่ประชาชนชาวญี่ปุ่น จนถึงขั้นที่สหรัฐฯไม่สามารถจะคืนดีกับญี่ปุ่นหลังสงครามได้ง่ายๆ (ข้อมูลจาก BBC Thailand)  และแม้จะมีเสียงว่านาย เฮนรี แอล สติมสัน ทำไปเพราะเหตุผลความชอบเมืองเกียวโตส่วนตัวที่เคยมาเยือนบ่อยๆก็ตาม นายเฮนรีก็ถือว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่ทำให้ร่องรอยประวัติศาสตร์ของเมืองเกียวโตยังมีอยู่ และถูกอนุรักษ์ให้คู่บ้านคู่เมืองต่อไปค่ะ ทำให้เกียวโตเป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองในญี่ปุ่นที่ยังมีสิ่งก่อสร้างในยุคก่อนสงครามหลงเหลืออยู่มากมาย โดยเกียวโตเป็นเมืองหลวงต่อจากนาระ เมืองแห่งพระใหญ่และฝูงกวาง

นาระ(奈良, Nara) ……เป็นอดีตนครหลวงของญี่ปุ่นในช่วงราชวงศ์ยามาโต้ ค.ศ. 710 – 794 เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างโบราณมากมาย ทั้งวัด ศาลเจ้า และโบราณสถานต่าง ๆ ซึ่งทำให้นครนาระได้รับจดทะเบียนเป็น อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์นาระโบราณในฐานะมรดกโลกโดยยูเนสโก (UNESCO).....


ภาพจาก Talon Japan…..Nara Park

ปัจจุบันจังหวัดนาระ คือจังหวัดเล็กๆจังหวัดหนึ่งอยู่ในภูมิภาคคันไซ อยู่ในเขตปกครองตนเอง อีกหนึ่งเมืองฮิตที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวกันเหมือนกันค่ะ อยู่ใกล้กับเมืองโอซาก้าและเกียวโต เพียงแค่ 35 กิโลเมตร หรือขับรถก็ราวๆ 1 ชั่วโมง นอกจากนาระจะมีวัดโบราณอยู่มากมายรวมกันอยู่บริเวณอุทยานนาระหรือสวนนาระที่เป็นที่รู้จักโดยนักท่องเที่ยวว่าต้องห้ามพลาด เนื่องจากเป็นอุทยานที่มีกวางอาศัยอยู่มากมาย เมืองนาระยังเป็นเมืองที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปขนาดใหญ่คือหลวงพ่อโต (Daibutsu) แห่งวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และศาลเจ้าคาสุกะที่จะมีตะเกียงอยู่เยอะจริงๆ มีทั้งแบบตะเกียงเสาหินที่ตั้งเรียงรายอยู่เต็มศาลเจ้า  และแบบแขวน แบบไม้ แบบโบราณ ...ดูรูปเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยค่ะ Talon Japan รีวิวเมืองนาระ


พี่สาวเล่าให้ฟังอีกว่า หลังจาก ค.ศ. 794 จักรพรรดิคัมมุ (Emperor Kanmu) ได้โปรดให้ย้ายเมืองหลวงจากนาระมาที่ เกียวโต (京都Kyoto) เพื่อหนีให้ห่างไกลจากอิทธิพลของพุทธศาสนาที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศญี่ปุ่นในช่วงนั้น ตอนที่สร้างเมืองเกียวโต เค้าได้แนวคิดมาจากนครหลวงฉางอานแห่งราชวงศ์ถัง ประเทศจีน ในช่วงนั้น ที่ให้พระราชวังอยู่ในเขตเมือง ส่วนวัดและศาลจ้าให้อยู่ในเขตนอกเมืองให้หมด ตอนที่ย้ายมาที่เมืองเกียวโตแรกๆ เมืองนี้ไม่ได้ชื่อเกียวโตค่ะ แต่ชื่อว่า นครเฮอัง หรือเฮอังเกียว (Heiankyo) แปลว่า "นครหลวงแห่งสันติและสงบสุข" โดยเมืองเกียวโตเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ ค.ศ. 794 จนถึง ค.ศ. 1858 ราวๆพันกว่าปี เลยทีเดียว ที่เป็นยุคที่เกียวโตเป็นเมืองหลวงและมีจักรพรรดิทรงประทับ เกียวโตเป็นเมืองที่มียุคโชกุนเรืองอำนาจ ทหารเรืองอำนาจ โยกย้ายศูนย์กลางการปกครองไปเรื่อยๆอยู่ แต่ถ้าพูดถึงเมืองหลวงใหญ่ๆก็จะมี นาระ เกียวโต และ โตเกียวในปัจจุบันนี้ค่ะ 3 ที่เท่านั้นเอง

นอกจากนี้คนเมืองนี้เป็นคนเรียบร้อย พูดจาสุภาพ เพราะ ถือว่า ฉันอยู่เกียวโต ฉันเกิดเกียวโต เหมือนเป็นผู้ดีเกียวโตที่เค้าเรียกกัน จากการที่ภาคภูมิใจที่ว่าเมืองนี้เคยมีจักรพรรดิ์ปกครอง และเคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่มาก่อน ทำให้คนเกียวโตมีลักษณะนุ่มนิ่ม สุภาพ อ่อนหวาน บ้านเรือนที่นี่จะเก่าแก่ น่าอนุรักษ์ ไม่ทันสมัยมาก ดังนั้นกลิ่นอายความเก่า ความขลังก็จะเจอที่เมืองนี้ ช่วงที่ส้มไปเยือนเกียวโตคือสิ้นเดือน พฤศจิกายน 2561 ค่ะ ก็จะเห็นต้นซากุระสองข้างทางที่เริ่มร่วงแล้วค่ะ เค้าจะเปลี่ยนสีก่อนต้นเมเปิ้ล ที่แดงๆส้มๆเหลืองๆ และก็ตามมาด้วยต้นแปะก๊วย เดี๋ยวนี้หน้าร้อนยาวนานขึ้น ทำให้ต้นไม้เปลี่ยนสีช้าไปอัตโนมัติตามกาลเวลาค่ะ ช่วงที่ส้มไป จะเห็นมีต้นเขียวๆ เหลืองๆ และบางต้นก็เริ่มมีใบไม้ร่วงแล้ว หรือบางทีมี 2 สีแซมกันไป เขียวเหลือง หรือเขียวๆแดงๆ แปลกดี พี่สาวเล่าว่า แต่ก่อน ต้นไม้จะผลิบานพร้อมๆกัน และก็ร่วงพร้อมๆกันค่ะ เช่นต้นซากุระก็จะบานสะพรั่งพร้อมกัน ต้นเมเปิ้ลสีแดงส้มก็ไล่บานพร้อมกันสวยงามมาก แต่นี่มันมีบางต้นยังปกติ บางต้นไปก่อนเพื่อนอีกค่ะ อาทิตย์ที่ส้มไปถือว่ายังมีอะไรให้ดูอยู่ค่ะ พี่สาวเตือนพวกเราว่า เวลาไปเที่ยวใต้ต้นแปะก๊วยที่มีสีใบไม้เหลืองทอง นั่งถ่ายรูปเล่นได้ค่ะ แต่......อย่าเผลอไปเหยียบลูกแปะก๊วยนะคะ  เพราะเหม็นมาก ติดเท้ามานี่คงไม่ไหวกันแน่นอน พี่สาวอธิบายว่าต้นแปะก๊วยมีสองเพศค่ะ คือเพศผู้ กับ เพศเมีย โดยต้นที่ออกลูกคือต้นตัวเมียค่ะ ที่นี่จะไม่ค่อยเห็นคนนำเม็ดแปะก๊วยมาขายนะคะ เหตุเพราะมันทำยากมาก กว่าจะผ่านด่านกลิ่นมาได้ จากเนื้อแปะก๊วย  และความคันจากลูกแปะก๊วย มาได้ ก็ใช้เวลาค่ะ คงท้อไปซะก่อน

เอาล่ะค่ะ เข้าเรื่องทัวร์สำหรับวันนี้ หากใครไม่ได้อ่านตอนแรกกลับไปอ่านก่อนก็ได้ค่ะ หรือจะเริ่มเที่ยวกับส้มเลยก็ได้ เดี๋ยวส้มเป็นไกด์ให้ ทริปในครั้งนี้ มีสโลแกนว่า....เดี๋ยวขอซ้ำอีกรอบนะคะ

...........นั่งรถจากโอซาก้า ไปเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นนานกว่า 1,000 ปี และ ไปศาลเจ้าฟูชิมิอินาริก่อนค่ะ สักการะขอพรจากพระแม่โพสภ และเทพจิ้งจอกที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็น ทูตจากสวรรค์ รวมถึงได้เจอกับซุ้มประตูสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของศาลเจ้ามากกว่าร้อยต้น ยาวถึง 4 กิโลเมตร และเป็นฉากหนึ่งในภาพยนต์เรื่อง MEMORIES OF GEISHA ที่ซายุริ นางเอกของเรื่องวิ่งลอดซุ้มประตูเพื่อไปขอพรเทพเจ้าให้สมปรารถนา /// หลังจากนั้นเราก็แวะไปที่ วัดคินคะคุจิ หรือ ปราสาททอง สร้างโดยโชกุน อาชิคางะ โยชิมิสึ เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนค่ะ ต่อมากลายเป็นวัด // สุดท้ายก็ไปเยี่ยมชมศาสเจ้าเฮอัน ศาลเจ้าในลัทธิชินโต ที่นี่เราจะได้ใส่ชุดกิโมโนหรือศาลเจ้า เฮอันจิงงุ และยังได้เรียนวิธีชงชาแบบสไตล์ญี่ปุ่นอีกด้วย.......

ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (伏見稲荷大社, Fushimi Inari Shrine)

    

มาทำความรู้จักกับ ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (伏見稲荷大社, Fushimi Inari Shrine) หรือเป็นศาลเจ้าของเทพเจ้าอินาริ เทพแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหารของญี่ปุ่น หรือที่สถิตของพระแม่โพสภ เทพเจ้าที่เป็นที่นับถือของประชาชนที่มาสักการะขอพรให้มีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ของเรื่องพืชพรรณธัญญาหาร และ เทพจิ้งจอกเป็นสัตว์คู่กายทำหน้าที่เป็นสหายส่งสารค่ะ มีอิทธิฤทธิ์ สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็น ทูตสวรรค์ ผู้คอยนำข่าวสารจากสรวงสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์

ระหว่างทางเดินเข้ามาศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ เราก็จะเห็นรูปปั้นของสุนัขจิ้งจอกอยู่ทั่วบริเวณของศาลเจ้ามีมากมาย โดยศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ในศาสนาชินโตค่ะ สร้างขึ้นตั้งแต่ก่อนสร้างเมืองเกียวโต เพื่อถวายให้แด่เทพเจ้าแห่งอินาริ…..ศาลเจ้าอินาริ นี่จริงๆมีอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่นกว่าสามหมื่นแห่ง แต่อารามหลักของเทพเจ้าอินาริ ก็คือศาลเจ้าฟุชิมิอินาริ ใน เกียวโต นี่แหละค่ะ ที่นี่นักท่องเที่ยวจะนิยมไปเยี่ยมชมอยู่มากนะคะ ส้มเห็นว่ารถบัสวันที่ส้มไปเที่ยวนี่มากกว่า 5 คันที่วนเวียนมาจอดต่อรอบ (เค้ามีรอบการจอดรถบัสสำหรับส่งนักท่องเที่ยวค่ะ และรถบัสต้องออกไปรอข้างนอก ส้มว่าน่าจะมีที่รอบริเวณข้างนอกค่ะ) มีทั้งรถทัวร์ของจีน ของไทยกลุ่มอื่น เกาหลี และแม้แต่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่มาเที่ยวในช่วงหยุดยาวอีกค่ะ ไม่ต้องบรรยายเลยว่าวันนั้น คนจะมากมายมหาศาลแค่ไหน แม้ส้มไม่อยากมาเจออะไรแบบนี้ ก็ต้องทำใจค่ะคาดว่ารูปทุกรูปต้องติดคนแน่นอน ไฮไลท์ของศาลเจ้าที่นี่คือ ศาลโทริอิ ที่มี “อุโมงค์เสาแดงหมื่นต้น” เสาที่ว่าชื่อว่า เสาโทริอิ เป็นสีแดงๆส้มๆค่ะ วางเรียงคู่ต่อๆกันเป็นเหมือนซุ้มอุโมงค์เสาแดง (Torii gate) โดยเสาร้อยกว่าต้นนี้ทอดตัวยาวตามเส้นทางของไหล่เขายาวถึง 4 กิโลเมตร เลยค่ะ

 

....... ระหว่างทางมานี่เราก็เดินมาราวๆ 10 นาทีได้ค่ะ ระหว่างทางส้มก็ตื่นตาตื่นใจกับอาหารการกินข้างทางมากมาย เรียกได้ว่า Street Food สไตล์ญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ มีร้านค้าที่ขายขนม ขาย และของฝากมากมายด้วย แต่ไกด์เราเรียกให้เรารีบเดินเข้าศาลเจ้าก่อน และค่อยออกมาเดินดูเดินกินทีหลัง เพราะคนกำลังเยอะ

พอมาถึงทางเข้า พี่สาวก็เริ่มหยุดให้พวกเราปฏิบัติตามธรรมเนียมปฏิบัติก่อนเข้าศาลเจ้าค่ะ คือต้องล้างมือ บ้วนปาก ก่อนเข้าศาลเจ้า ก่อนเข้าศาลเจ้าเราต้องชำระล้างหน้า ล้างมือ ล้างปาก และป้วนปาก ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทุกคนต้องเคารพก่อนเข้าไปถึงข้างในค่ะ เป็นการให้เกียรติสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ก่อนเข้าไปพบเทพเจ้าแล้ว ก็ยังเป็นการเคารพธรรมเนียมของการเข้าเยี่ยมชมศาลเจ้าฯด้วยเช่นกัน  ...ว่าแต่ว่า ส้มทำพังตั้งแต่ฟังพี่สาวอธิบายการล้างมือล้างปากแล้วจำไม่ได้น่ะสิคะ ความจำสั้น และเสื่อมจริงๆ แต่ส้มก็ไม่ย่อท้อค่ะ ส้มเลยไปหาข้อมูลในอินเทอร์เนทมาให้ค่ะ ทุกคนอ่านแล้วจะได้เข้าใจว่าต้องทำอย่างไร และจด และจำตั้งแต่ตอนนี้เลยละกันค่ะ

เครดิต IKIDANE NIPPON  ด้านล่างก็มีเครดิตให้เยอะเลยค่ะ ต้องขอบคุณแหล่งข้อมูลเหล่านี้มากๆค่ะ   

เทะมิซุยะ หรือ โจซุยะ(手水舎) สามารถเรียกได้สองแบบ เป็นสถานที่มีน้ำและขันที่มีด้ามจับยาววางอยู่ มีไว้สำหรับทำความสะอาดชำระสิ่งสกปรกจากร่างกายและจิตใจก่อนไปพบกับเทพเจ้า
วิธีการล้าง
1) ใช้มือขวาตักน้ำด้วยขัน
2) เทน้ำลงบนมือซ้ายเล็กน้อยเพื่อล้าง จากนั้นใช้มือซ้ายเทน้ำที่เหลือในขันเพื่อล้างมือขวา
3) จากนั้นเทน้ำลงในมือซ้ายเพื่อล้างปากหรือบ้วนปาก หากผู้หญิงที่กลัวลิปสติกหลุดเพียงแค่แตะเบาๆก็พอไม่จำเป็นต้องบ้วนเสมอไป
4) จากนั้นตักน้ำเล็กน้อยลงในขัน แล้วตั้งขันขึ้นเพื่อล้างด้ามจับก่อนวางไว้ที่เดิม

Instagram post by @tangerine_somza S 🍊 M D I A R Y

 ดูจากวิดิโอนี้ ส้มก็ทำพังไม่เป็นท่าเลยค่ะ จำไม่ได้สักกะทาง 

หลังจากที่เราเดินเล่น ถ่ายภาพ เราก็คอยดูว่าแต่ละคนเค้าต่อคิวทำอะไรค่ะ ก็ทำตามที่เค้าทำน่ะแหละ ในวันที่เราไปเหมือนมีพิธีกรรมอะไรบางอย่างเลยแวะไปดู แต่เค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพและเข้าไปค่ะ บริเวณภายนอกเป็นจุดสั่นกระดิ่งยักษ์และหยอดเหรียญทำบุญ โดยเราสามารถยืน ไหว้พระขอพรที่อยากได้ จากนั้นโยนเหรียญทำบุญลงไปในกล่องแล้วก็สั่นกระดิ่งที่แขวนอยู่ด้านบน แต่มีเชือกยาวๆลงมาให้เราสั่นค่ะ

หลังจากขอพรเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาเดินเที่ยวชมเสาโทริอิ......

  
 “อุโมงค์เสาแดงหมื่นต้น” เสาที่ว่าชื่อว่า เสาโทริอิ 

โดยเสานี้จะเรียงกันไปเรื่อยๆ เส้นทางนี้จะตรงไปยังป่าในหุบเขาอินาริ (Mount Inari) อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีความสูง 233 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล  เสาโทริอิจำนวนมาก มาจากการบริจาคของคนที่ศรัทธา ด้านหลังของเสาสีแดงแต่ละต้น จะมีชื่อของคนที่สักการะเสาโทริอิแต่ละต้นค่ะ เสาแต่ละต้นมีมูลค่าบริจาคตั้งแต่ 300,000 เยน จนถึง 1,000,000 เยน บริเวณนี้แหละค่ะที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว เซฟไว้เป็น bucket list เลยว่าต้องมาดูให้ได้ เพราะเป็นเสาจากในฉากหนึ่งในภาพยนต์เรื่อง MEMORIES OF GEISHA  นานมาแล้วล่ะค่ะ ฉากที่ซายุริ นางเอกของเรื่องวิ่งลอดซุ้มประตูเพื่อไปขอพรเทพเจ้าให้สมปรารถนาค่ะ  


ที่ซายุริ นางเอกของเรื่องวิ่งลอดซุ้มประตูเพื่อไปขอพรเทพเจ้าให้สมปรารถนาค่ะ  

 จากเว็บไซต์ emagtravel อธิบายว่า ทางเดินของศาลเจ้าฟุชุมิอินาริ นี้จะยาวมากๆ ถึง 4 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินเท้ากว่า 2 ชั่วโมงค่ะ ระหว่างทางจะมีศาลเจ้าเล็กๆ หลายศาลเจ้า รวมถึงร้านอาหาร และ ที่ยอดเขาอินาริ จะเป็นจุดชมวิวเกียวโตที่สวยงามมากๆ แต่นักท่องเที่ยวส่วนมากก็เดินไม่ถึงนะคะ สำหรับส้มในวันนั้น ส้มเดินไม่ไหวจริงๆ คนแน่นซุ้มทางเดินไปหมด บวกกับที่ไกด์ขอให้เราตรงเวลาค่ะ อย่าเดินเลยยาวออกไป ไม่อย่างนั้นจะกลับมาไม่เห็นรถ เพราะรถต้องล้อหมุนไปอีกที่หนึ่งให้ทันเวลา ส้มกับดาวเลยแวบออกมาถ่ายข้างเสากันแทนค่ะ แต่ถ้าใครเดินไปถึงศาลเจ้าอินาริด้านใน ซึ่งจะเป็นจุดพักอีกที่หนึ่งก่อนจะขึ้นไปต่อ ตรงนั้นก็จะเป็นอีกจุดสำหรับการเดินชมสถาปัตยกรรมความงามของศาล และก็สามารถขอพรได่อีกจุดหนึ่งเช่นกันค่ะ

 

ส้มกับดาวและพี่สาวของดาวเดินออกมาจากบริเวณนั้น และมุงหน้าไปสู่จุดจอดรถที่นัดหมายไว้ค่ะ ระหว่างทางเราก็ได้ชิม ช้อป และ ชม อาหารแปลกใหม่ที่ทั้งเคยเห็นและไม่เคยเห็น อีกทั้งยังได้เห็นความน่ารักของคนญี่ปุ่นที่พอรู้ว่าเรามาจากเมืองไทยก็พยายามพูดภาษาไทยกับเราด้วยค่ะ มีคนหนึ่งเคยไปเที่ยวเมืองไทยค่ะ แล้วเค้าก็ค่อนข้างประทับใจมาก เค้าเลยอยากตอบแทนเราให้ประทับใจเช่นกัน

เดินมาถึงที่จอดรถแล้ว ก็เตรียมตัวออกเดินทางไปยัง วัดคินคะคุจิ หรือ วัดทอง หรือ ปราสาททอง ที่สร้างโดยโชกุน อาชิกางะ โยชิมิตสึ ค่ะ

 

วัดคินคะคุจิ หรือ วัดทอง หรือ ปราสาททอง Kinkaku-ji (金閣寺, literally "Temple of the Golden Pavilion")

 

โชกุน อาชิกางะ โยชิมิตสึ เป็นโชกุนที่ปรากฎในการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงว่า อิคคิวซัง โดยในการ์ตูนจะเห็นว่าเป็นโชกุนอารมณ์ดี ชอบปะทะคารมกับ เณรน้อยอิคคิวซังอยู่เป็นประจำ โดยท่านโชกุน อาชิกางะฯ เป็นโชกุนคนที่สามแห่งตระกูลอะชิกางะ ของรัฐบาลมุโรมาจิ โดยในสมัยนั้น สามารถรวบรวมราชวงศ์ฝ่ายเหนือและราชวงศ์ฝ่ายใต้ให้เป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ (สมัยก่อนนั้น โชกุน มีอำนาจเหนือจักรพรรดิค่ะ)

โชกุน อาชิกางะ โยชิมิตสึ เป็นผู้ที่สร้างปราสาททอง ไว้เป็นบ้านพักสำหรับแปรพระราชฐานค่ะ และก็สถานที่รับรองแขกระดับสำคัญๆ แต่พอท่านโชกุนฯเสีย ลูกชายท่านก็ได้ยกให้เป็นวัดในนิกายเซนแทนตามความประสงค์ของผู้เป็นพ่อ ซึ่งก็กลายมาเป็นวัดวัดคินคะคุจิอย่างปัจจุบันนี่เอง อาคารอื่นๆหลายๆอาคารก็ถูกรื้อถอนออกมา มามีสวน และ ต้นไม้แทน ต่อมาด้วยความสวยงามของตัววัดคินคะคุจิ เลยกลายมาเป็นต้นแบบของวัดกินคะคุจิ หรือ วัดเงิน ที่สร้างโดยหลายชายของโชกุนในเวลาต่อมาด้วยค่ะ

 

ที่วัดนี้มีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ส้มสัมผัสได้คือ ค่อนข้างจะร่มรื่น ผสมผสานกับต้นไม้นานาชนิดอยู่รายล้อมวัดแห่งนี้ ระหว่างทางเดินชมรอบๆบริเวณวัดจะมีสีสันจากใบของต้นเมเปิ้ลสีแดงๆ ส้มๆ สลับกับบริเวณสวยหย่อมเล็กๆ  เหมาะกับการแวะถ่ายรูปม้ากมาก

พี่สาว ไกด์นำเที่ยวของเราแวะเข้าไปซื้อตั๋วเข้าเยี่ยมชมปราสาททองให้เราค่ะ และหลังจากนั้นพวกเราก็มีเวลาอยู่เกือบชั่วโมงในการเดินเยี่ยมชมปราสาททองค่ะ ตัวปราสาททองจะตั้งอยู่กลางสระน้ำ สวยงามมากๆ เวลาส้มเห็นเงาจากปราสาทตกกระทบกับสระน้ำนี่สวยอย่างกับโลกอีกมิติหนึ่ง ตัวปราสาทจะมี 3 ชั้นค่ะ ไล่จากบนลงล่าง ด้านบนหลังคาจะมีรูปของนกฟินิกส์ ชั้น 3 คือชั้นที่ท่านโชกุนประทับ ชั้นที่ 2 เป็นบ้านพักซามุไร และชั้นล่างเลียนแบนวัดเซน นิกายเซนจะนับถือความว่างเปล่า ตรงระเบียงชั้นล่างริมน้ำคือบริเวณที่ท่านโชกุนมาปะทะคารมกับเณรน้อยอิกคิวซังค่ะ ตัวปราสาทใช้ทองคำหนักถึง 20 กิโล ติดรอบตัวปราสาท ตัวปราสาทจะไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ค่ะ ได้แค่ถ่ายรูปจากบริเวณด้านนอก

ทางเดินจะมีต้นเมเปิ้ลเรียงรายเยอะแยะ สวนญี่ปุ่น จัดแต่งไว้อย่างสวยงาม ที่โยนเหรียญ และร้านขายเครื่องรางของขลัง และบ้านชงชา ที่ทำให้โชกุน และหลังจากนั้นจะเป็นร้านชา ร่มแดงๆเก้าอีกแดงๆ นั่งได้เฉพาะคนที่มาใช้บริการเท่านั้น สุดท้ายตรงทางออกจะเจอศาลเจ้า เอาไว้ขอพรเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ ให้เราสุขภาพแข็งแรงได้ค่ะ บริเวณศาลเจ้าจะมีร้านค้าขายของ ขนมขึ้นชื่อของเกียวโตคือ โมจิ ค่ะ บริเวณนี้ก็จะมีคนมาซื้อขนมฝากเยอะมากมายค่ะ

ป.ล. ปราสาทแห่งนี้เคยโดนเผามาแล้วนะคะ เนื่องจากมันมีช่วงสงครามโอนิลค่ะ แล้วก็มีคนลอบวางเพลิง ที่เห็นปัจจุบันเค้าว่าเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่จ้า

เอาล่ะ พักเบรกของครึ่งวันเช้า.....................เราต้องรีบไปทานอาหารกลางวันที่ห้างอิออน พี่สาวพาไปทานชาบูค่ะ แล้วก็ค่อยไปต่อที่ศาลเจ้าเฮอัน ศาลเจ้าที่ส้มจะต้องมาใส่ชุดกิโมโน ขอต่อเป็นตอนต่อไปนะคะ

   


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 




Travel Abroad เที่ยวต่างแดน

Multi-Color in Osaka / Kyoto / Takayama 5 วัน 3 คืน ตอน 3.2 ทานชาบู และ ใส่ชุดกิโมโน
Multi-Color in Osaka / Kyoto / Takayama 5 วัน 3 คืน ตอน 2 มาทำความรู้จัก “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” กันก่อนเที่ยวค่ะ
Multi-Color in Osaka / Kyoto / Takayama 5 วัน 3 คืน ตอน 1 เดินทางมาญี่ปุ่นในวันแรก article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.