ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
bulletMy History | ประวัติส้มไดอารี่
bulletGuestbook | ทักทายส้ม
dot
dot
bullet☼ Samui ☼ เดินทางไปสมุย
bullet☼ Samui ☼ ล่องเรือชมเกาะ
bulletครั้งหนึ่งที่ ธรรมกาญจนา
dot
dot
bulletJapan Trip 1 ตอน เดินทางวันแรก
bulletJapan Trip 2 มาทำความรู้จัก “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” กันค่ะ
bulletJapan Trip 3 ตอน เที่ยวเกียวโต (1/2)
dot
dot
bulletScotland ตอน เริ่มเดินทาง
bulletStonehaven ปราสาทงามริมเล
bulletซื้อของเข้าบ้านที่ IKEA
dot
dot
bulletศิริวรรณ หอยทอด ม๊ะ? จัดไป!
dot
dot
bulletยังขี้เกียจอยู่


Somdiary Online Fan Page
Follow my instagram ja :)
Somdiary Online Channel


ลอนดอนไม่ได้หรูหราอย่างที่คิดหรอกนะ........17 OCT 2005 article

Topic ที่ว่านี้ ตัวส้มเองอยากจะให้ความคิดเห็นในมุมมองของส้มที่มีต่ออังกฤษ ในเชิงบวกและลบนะคะ ซึ่งอยากจะให้เพื่อนๆได้อ่านและคิดตามว่า สิ่งที่ส้มเขียนมันเป็นอย่างไร และส้มไม่พยายามจะให้ทุกคนเชื่อในสิ่งที่ส้มเขียน แต่กระนั้นก็ตาม ควรจะมีวิจารณญาณในการอ่านมากกว่านะคะ อย่าเชื่อส้มไปซะทุกเรื่อง เพราะที่เขียนมาก็แค่มุมมองของคนคนเดียวเท่านั้น แม้จะมีการอ้างอิงถึงบุคคลที่สามก็ตาม ส้มก็ไม่อยากจะให้สิ่งนั้นเป็นประเด็นหลักในการเชื่อถือหรอกนะคะ แค่อยากจะให้เป็น reference หรือการอ้างอิงถึงทัศนคติของส้มและให้เพื่อนๆคิดตาม และหาทางป้องกัน หรือ เตรียมตัวและใจให้พร้อมก่อนมาประเทศอังกฤษค่ะ

 

 

 


 

 

 

เอาล่ะ ประเด็นที่จะเขียนเนี่ยะ มันก็มาจากการที่ส้มเจอะเจอคนไทยหลายคนที่มีทัศนคติ ค่อนข้างจะหรูเกี่ยวกับ UK อ่ะแฮ่ม แค่เอ่ยถึง United Kingdom ในห้วงจินตนาการของคนหลายคนก็มองไปถึง เมืองที่ไฮโซ.....คนอังกฤษสำเนียงขึ้นจมูก....ความเป็นผู้ดี (ใครเป็นคนคิดคำนี้เนี่ยะ) ..... การใช้ชีวิตอย่าง luxury หรูหรา......ของแพง (อันนี้จริง เจ๊confirm) ...... P.O.S.H โอ้ คำนี้ สตอเบอรี่มาก คำนี้มีความหมายนะคะ ไม่ใช่ศำนามที่เป็นลักษณะเด่นของ Victoria Beckham นะคะ เพราะตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างๆที่ประเทศอังกฤษ มักจะขนานนามให้ Victoria & David Beckham ว่า คู่ POSH! ซึ่งคำนี้ มีที่มาที่ไปค่ะ ตอนส้มเรียนอยู่ในชั้นเรียน Marketing อาจารย์ Mike Cole ชอบเล่าเรื่องอะไรต่างๆมากมายให้พวกเราฟัง และบางทีก็ชอบพูดโจ๊กฝรั่งที่เขาฮากันแต่เอเชียหัวดำ ตาแป๋วอย่างพวกเราอาจจะนั่งเอ๋อ และมี question mark (?) อยู่บนหัวอีกต่างหาก บางทีแกสอนๆอยู่ก็ชอบออกทะเลไปนู่น คือนอกเรื่องน่ะเอง  อูย กว่าจะมาถึงคำว่า ออกทะเล ก็ประเด็นอยู่ที่ว่าแกออกทะเลนี่แหละ เลยมาถึงคำว่า POSH จริงๆอาจจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่แกสอนก็ได้นะ แต่ ณ ตอนนั้นส้มจำไม่ได้แล้วล่ะค่ะว่ามันคืออะไร แกพูดถึงคำนี้มาว่า จริงๆแล้วมันมีความหมาย

 

คือ P.O.S.H ย่อมาจาก Port Out, Starboard home แฮ่ งงกันล่ะสิ คืออะไร จริงๆแล้วเนี่ยะ มันก็มีประวัตินะคะ History ของมันก็คือว่า..........สมัยก่อนที่อังกฤษน่ะมีเรือล่องไปทั่วสารทิศ อย่าง Titanic ที่เราดู ยกตัวอย่างง่ายๆเลยล่ะ เพราะ Titanic น่าจะเป็นอะไรที่ worldwide มากๆ ใครๆก็ต้องรู้จักล่ะสิน่า ไม่รู้จักก็ต้องคุ้นหูคุ้นตามาบ้าง ถ้าจะให้ดี มองลึกเข้าไปในเรือ จริงๆเรื่องของมันก็มีตัวแสดงเด่นชัดแสดงออกถึงคนต่างชั้นอยู่แล้ว อย่าง Jack ต้องอยู่ชั้นประหยัด (economy) ส่วน Rose ก็อยู่ชั้น first class ชั้นหนึ่งอ่ะ การที่แบ่งแย่งสองชั้นก็เพราะเขาสองคนคนละระดับกัน เช่นเดียวกันกับคำว่า POSH ที่คนหลายคนมองว่ามันมีความหมายตรงกับคนรวย คนที่มีชีวิตที่เลิศหรู กินหรู อยู่หรู ทำตัวหรู อะไรแบบนั้น แต่ที่มาที่ไปของมันของคำนี้ก็มาจากเมื่อครั้งที่เรือเดินสมุทรล่องผ่านทางน้ำ  Suez ที่ อิยิปต์ ซึ่งมันต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับ Indian Ocean เพื่อไป India น่ะแหละว่าง่ายๆ แต่อธิบายเพิ่มเติมเพราะไปค้นหามาจาก internet ตาม link ด้านล่าง และพวกที่ไปอินเดียเนี่ยะ ก็มีคนชั้นสูงชาวอังกฤษอยู่ในเรือด้วย โดยที่ช่วงเดินทางออกนอกประเทศเนี่ยะ(Outward journey)  คนรวยก็จะยึด cabin ทางด้านซ้ายของเรือ (Port out) เพื่อหลบแสงอาทิตย์และ ขากลับอังกฤษ(Homeward journey) ยึด cabin กราบขวา (Starboard) ของเรือเพื่อหลบแสงอาทิตย์เช่นกัน ............อ่ะ งงล่ะสิ ทำไมพวกนี้มันอ่อนแอต่อแสงแดดใช่ม๊ะ .........ก็งี้แหละ สมัยก่อนอังกฤษมีแสงแดดมากมายเหมือนสมัยนี้ที่ไหนล่ะ ร้อนก็ไม่เท่ากัน สมัยนี้ร้อนตับแตก คนอังกฤษเห็นแสงแดดเมื่อไหร่เป็นนอนอาบแดด แต่ยุคสมัยมันต่างกัน คนสมัยก่อนเพิ่งบุกเบิกประเทศต่างๆในแถบเอเชีย พวกเขาไม่ค่อยเห็นแสงแดดที่มีมาตลอดทั้งวันอย่างนั้น คงจะแสบร้อนพิลึก อ่ะนะ และอีกนั่นแหละ คนมีเงินเท่านั้นน่ะค่ะ ที่จะจ่ายค่าห้องโดยสารราคาแพงๆอย่างนั้น เพราะพวกนี้ราคาสูงมากค่ะ และมี topic ที่น่าสนใจน่ะค่ะ ที่ส้มเอามาจาก internet เพื่อเป็น reference ให้เพื่อนๆได้ไอเดีย ได้มองภาพตามที่ส้มเขียน ลองอ่านข้อมูลด้านล่างดูนะคะ เขาแปลคำว่า Port Out, Starboard Home ได้ดีทีเดียว

http://forum.wordreference.com/showthread.php?t=3613

 

 

นอกเรื่องไปกับคำว่า POSH ซะนานเลย มาต่อกันที่ว่า เรานึกถึงอะไรอีกเมื่อพูดถึง อังกฤษ มาระดมสมองกัน....... ก็มีอีกอย่างที่คิดก็คือ กฎหมายที่เคร่งครัด และคนไทยต้องเดากันอยู่แล้วหล่ะในเรื่องของบ้านเมืองที่เป็นระเบียบ

 

สิ่งเหล่านี้ หรือมุมมองที่ดี ทัศนคติที่ดีเหล่านี้ ต่อประเทศอังกฤษ มันมีอิทธิพลต่อคนไทยในประเทศไทยมากนะคะ และทราบมั้ยเอ่ยว่ามันมาจากไหน........ใครคิดออกบ้างว่า ทำไมเราถึงมองประเทศอังกฤษค่อนข้างจะดีขนาดนั้นน้ออออออออออออ...................เฉลยเลยแล้วกัน ไม่พูดพล่ามทำเพลงอีกและ ...........

 

ตอบ............ส้มคิดว่าส่วนหนึ่งก็มาจาก  Media of Media อ่ะคะ ฮ่าๆๆๆ ก็คือ สื่อ นี่แหละตัวดี เหมือนกับการที่เราจะโปรโมตการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมี Campaign ที่ใช้ในทางการว่า “Amazing Thailand ที่มีสื่อต่างประเทศหลายสื่อโดยเฉพาะออสเตรเลีย แซวแนวเหน็บแนมว่า “Is it really amazing?” แหม่......อันตรายนะนี่ การที่จะเล่นคำ พอๆกับการที่ต้องมานั่งคิด Topic หัวข้อที่จะเขียน Dissertation (หรือศัพท์ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีในนามว่า Thesis เลยทีเดียว) ก็ มีเดีย เป็นสื่อกลาง (Medium) ในการจัดการและสร้างภาพลักษณ์เหล่านั้นให้กับผู้รับข่าวสารน่ะค่ะ และเพราะกระบวนการขัดเกลาข้อมูลหรือพูดภาษาชาวบ้านว่า สร้างภาพ นี่แหละ ที่ทำให้คนไทยเคลิบเคลิ้มไปกับอารยธรรมสื่อที่มีอิทธิพลเหนือคนไทยสมัยนี้ซะเหลือเกิน

 

สิ่งที่ส้มพูดในไดอารี่หน้านี้ ประเด็นสำคัญอีกอย่างก็อยู่ที่ว่า ส้มไม่อยากให้เพื่อนๆหลายๆคนมาอังกฤษ โดยเฉพาะมาอยู่ลอนดอน ร้องไห้ ขี้มูกโป่ง และหนีกลับบ้านไปเพราะว่ารับไม่ได้กับ อังกฤษในยุคปัจจุบัน จริงๆ มันไม่ได้แย่หรอกนะ แต่มันก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิดกันหรอกนะ

 

ส้มเก็บเกี่ยวข้อมูลจากคนรอบข้าง จากการที่ส้มเป็นส้มไดอารี่ เป็นที่พึ่งพาให้กับคนหลายคนที่ขอความช่วยเหลือ เข้าใจกันก่อนนะ ส้มไม่ได้ทำโครงการอาสา หรือทำโครงการเอื้ออาทรณ์อยู่หรอกนะคะ แต่ส้มยื่นมือช่วยเพื่อให้กำลังใจมากกว่า อ่ะแฮ่ม.......หลายคนที่ได้ชิทแชทกับส้มทาง MSN อาจจะนั่งนึกอยู่ในใจ........

 

..........ฉันโดนยัยส้มเน่านี่ตอบให้อย่างเสียไม่ได้...........

.........ส่วนฉันโดนยัยนี่เหน็บแนม...............................

.........ส่วนฉันไม่ได้รับคำตอบเลย..............................

 

และอาจะมีอีกสารพัด Complain ที่ส้มอาจจะได้รับ........แต่โชคดีที่ไม่มีใครมาออกตัว รอดตัวไป ฮุๆๆๆ แต่ก็บ่นมาได้ค่ะ ตรง contact som ส้มยินดีรับฟัง แต่ส้มก็เคยอธิบายไว้แล้วนะว่า ส้มก็คือคนธรรมดาคนนึงเท่านั้นแหละ ไม่ได้รู้มากไปกว่าใครๆหรอก และส้มไม่ใช่ Agency น๊า........ส้มทุ่มเทให้กับเรื่องราวไดอารี่ในแต่ละหน้ามากนะคะ แต่การตอบกระทู้นี่ก็คงต้องเลือกตอบน่ะค่ะ ไม่สามารถจะช่วยเหลือได้ทุกกรณี

 

 

เอาล่ะมาต่อ...........ส้มจะยกตัวอย่าง เอ็กแซมเปิ้ล ให้เพื่อนๆพอเห็นภาพนะ ว่าคนที่ผิดหวังต่อประเทศนี้มีว่าอย่างไร

 

นายA...........บ่นเรื่องความวุ่นวายว่า ลอนดอนมันวุ่นวายจัง อะไรก็แพง ห้องที่นอนก็อุบาทว์สุดๆ เล็กอย่างกะรูหนู แต่ทำไมราคามันแพงอย่างนี้ ตกวีคละ 120 ปอนด์ โอยไม่ไหว แฟมิลี่เราก็ห่วยแตก ......... หน้าเงิน แถมไม่ช่วยอะไรเราเลย ทำไมแฟมิลี่คนอื่นเขาพาไปเที่ยว พาไปเปิดหูเปิดตา สอนภาษาอังกฤษด้วย แต่ของเรา ไม่แม้แต่จะมองเลย คงเป็นเพราะเราไม่ได้จ่ายค่าอาหารด้วย เพราะถ้าจ่ายค่าอาหาร ต้องเพิ่มเงินเป็นทั้งหมด 130 ปอนด์ ไม่ไหวอ่ะ แพงเกินไป ห้องเล็กมากจริงๆ รับไม่ได้  ลอนดอนนี่ไม่เหมาะจะมาใช้ชีวิตอยู่จริงๆ รู้งี้มาเที่ยวเฉยๆก็ดี

 

ส้มขอขยายความดังนี้ค่ะ............นายเอ เพิ่งมาอังกฤษนะคะ มาเรียนภาษา และก็ประสบปัญหาในช่วงแรกคือ Culture Shock ค่ะ ช็อคไปเป็นเดือนเลย นี่ก็ช็อคแบบใกล้โคม่าแล้วนะ คือ ห้องที่เขาได้ ตามรูปที่เห็น.....แหม อยากจะบอกว่า ก็ area ที่เขาอยู่น่ะ มันนะ แพงจะตาย แถมบ้านที่เขาอยู่ก็ซอยห้องซะน่าเกลียด และเขาอยู่กับแฟมิลี่ เพราะโรงเรียนหาให้ อย่างนี้โรงเรียนก็ได้รับเงินส่วนแบ่งนะคะ เช่น ราคาห้องตกวีคละ 120 ปอนด์ โรงเรียนก็เอาไปซะ 20 ปอนด์ อะไรเงี้ยะ อ่ะ ค่า comm. มันกินกันเยอะ ส่วนที่ว่าแฟมีลี่เขาห่วยแตก..........ก็คือว่า แฟมิลี่เขาเป็นคนอังกฤษแท้ๆนะคะ แต่ว่าน่าจะเป็น Londoner มากกว่า และครอบครัวเขาน่าจะเป็น Business-Headed น่ะค่ะ คือแปลว่า หัวธุรกิจอย่างเดียว ไม่มี warm welcome  ไม่มี น้ำใจแบบที่เราจะต้องให้กัน เพราะจริงๆแล้วจะว่าไปก็นิสัยคนลอนดอนที่มีชีวิตทำงานเข้าเช้าออกเย็นเป็นปกติ ที่แบบไม่แคร์ไร และก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ทำในหน้าที่ นอกเหนือจากนั้น ไม่ใช่ธุระ แต่อย่ามองว่าที่ส้มพูดเนี่ยะ คนอังกฤษจะเป็นแบบนี้ทุกคนนะคะ ไม่ค่ะไม่...........เป็นบางคนเท่านั้น คนดีๆมีน้ำใจก็มี ........แต่แล้วแต่โชคของเราล่ะค่ะ

 

นายเอเขาบอกว่า London ไม่เหมาะจะมาใช้ชีวิตอยู่จริงๆ มาเที่ยวดีกว่า.........ก็จริงของเขานะ เพราะภาพที่เราเห็นลอนดอนสวยๆ อย่างกราฟฟิกบน LOGO เวปส้มนั่นน่ะ ส้มก็คัดเลือกแต่ภาพสวยๆมา แต่ภาพไม่สวย ส้มก็ไม่ค่อยอยากถ่ายเท่าไหร่ แต่บางที มองดีๆ กรุงเทพฯดูดีกว่าเยอะเลย (แต่น้ำเน่าไม่รวมนะคะ) ลอนดอนเนี่ยะ มันวุ่นวายค่ะ คนมีมากมายก่ายกอง หลากหลายเชื้อชาติ เผ่าพันธ์ภาษา ส้มเองนะ ช่วงมาอังกฤษใหม่ๆ นึกว่าส้มมาประเทศอินเดีย ขอบอกว่า คนแขกที่นี่เยอะมากๆ เยอะมากซะจนน่ากลัว และก็น่ากลัวจริงๆนะ คนแขกที่นี่ ค่อนข้างที่จะทะลึ่งตึงตัง ไม่ว่าจะแขกประเทศไหนๆ ก็คล้ายๆกัน ชอบคนผิวขาว ชอบคนเอเชีย หน้าไหนมันก็ หนีฮ่าว ไม่ก็ อาริกาโตะ (บ้านเธอสิ) เขาก็แยกแยะไม่ออกหรอกว่าไหนจีน ไหนไทย ไหนญี่ปุ่น ส้มเคยเล่าในไดอารี่เก่าๆ เยอะแยะ เดี๋ยวจะคัดสรรมาให้อ่านในตอนท้าย............ แขกพวกนี้นะ ปากว่า บางทีมือมันก็ถึงด้วยนะ เคยทำเพื่อนส้มชาวญี่ปุ่นเอ๋อมาแล้ว โดยทักทายและขอจับมือแนวเชคแฮนด์ ยูคาริก็ซื่อ ให้มือไปโดยไม่คิดอะไร ในที่สุด เขาก็เอาไปจ๊วบ......แหม มือขาวๆ หน้าตาน่ารักอย่างนั้น พวกแขกมันก็คงจะอดใจข่มหน้าหื่นไม่ไหวน่ะแหละ ..............(ฉันไม่ขาวสวยหมวยเอ๊กซ์ก็แล้วปายยย) นี่แหละค่ะ พวกนี้ต้องระวัง

 

 

Aun ค่ะ......... ร้องไห้ตั้งแต่ลงมาเหยียบแผ่นดินอังกฤษซะแล้ว.........เพราะ Homesick ทำไมคนที่นี่มันวุ่นวายจัง โดนคนจีนแกล้งด้วย  ตอนแรกนึกว่าจะช่วยกัน เห็นเป็นคนเอเชียด้วยกัน ไหงมาแกล้งผลักเราซะงั้น เพราะตอนนั้นฟังภาษาอังกฤษบนรถไฟใต้ดินไม่เข้าใจ เลยเดินเข้าไปถามกลุ่มคนจีน บ้านที่ติดต่อกับทางโรงเรียนไว้ก็ไม่ได้เรื่อง อะไรก็ไม่รู้ มีแต่คนน่ากลัวๆ ดูไม่ปลอดภัยเลย จะทำอย่างไรดี ไปทางไหนก็ร้องไห้ คิดถึงแต่ที่เมืองไทย พ่อแม่โทรหาวันละหลายสิบรอบ อยู่ไม่ได้ รับไม่ได้จริงๆ ไม่คิดว่าลอนดอนจะวุ่นวายแบบนี้

 

 

ส้มขอขยายความดังนี้

 

เพื่อนคนนี้คือเพื่อนสนิทอีกคนของส้มน่ะค่ะ เราอยู่ด้วยกันด้วยความเกรงใจกันและกัน เรื่องนี้เกิดราวๆ 2 ปีก่อน ช่วงที่เธอตั้งใจจะมาเรียนภาษาหลังจากเรียนจบปริญญาตรีที่เมืองไทย ราวปีพ.ศ. 2546 ได้ค่ะ แต่แล้วเธอก็พลาดที่เตรียมตัวมาซะดิบดีเลย แต่เตรียมใจไม่พร้อมจริงๆ เพราะใจตอนนั้นขอบอกว่า.........แย่ไปเลย รับสังคมแบบนี้ไม่ได้ สังคมที่ต้องอยู่โดดเดี่ยว จากการที่ไม่ชินในการอยู่คนเดียว เพื่อนคนนี้ มาอยู่กับส้มตลอดตั้งแต่วันแรกที่มาถึง เธออยู่ลอนดอนไม่ได้ เพราะ homesick อันนี้น่าเห็นใจมากนะคะ เพราะขามา.....คนมาส่งเพียบ แต่พอมาถึงที่นี่ก็มีแค่ตัวคนเดียว

 

เรื่องมาส่งที่สนามบินนี่ก็เป็นอะไรที่ฮาดีนะคะ ส้มถามคนหลายๆคนที่มาอังกฤษว่า มีคนมาส่งไหม หลายคนก็บอกว่ามีบ้าง ไม่มีบ้าง และที่เขาเล่าก็ทำเอาส้มจินตนาการไปหลายอย่าง คือมาส่งกันเป็น 10 เป็น 20 คน บางคนญาติที่ไม่เคยเห็นหน้า หรือแทบไม่เห็นหน้าก็มาส่งด้วย ที่สนามบิน แต่งตัวกันซะอย่างกับจะ ไฮโซ ปาร์ตี้ที่ไหน เครื่องเพชรขนกันมาซะมากมาย หัวตั้งกระบังกันสวยงามอย่างกับนางสาวไทย และที่ยกโขยงมาส่งกันก็ประหนึ่งว่าจะหายไปนานถึง 10 ปี เอ้ย ไม่น่าถึง เพราะบางคน มาแค่ 2 เดือน หรือแค่ ไม่กี่สัปดาห์ ก็ยกขโยงมาส่งกันเป็นแถว ร้องไห้ร้องห่ม บ้างก็ซื้อของขวัญ ดอกไม้ให้คนนั่งเครื่องน่ะแบกไปด้วย ลำบากคนแบกอีก เพราะมันไปคนเดียว และพอไปถึงสนามบิน Heathrow นะ ก็ยืนเข็นกระเป๋าเดินทางที่แบกมาอย่างกะย้ายบ้าน พร้อมกับเป้เป๋าถือ/ลาก และก็ปากคาบดอกไม้ จักกูแร้เหน็บตุ๊กตาหมีพูล โอยยยย สงสารแทนจับใจ

 

ก็นี่แค่จินตนาการ.......ส้มเองก็ไม่ได้มีคนมาส่งมากมายขนาดนั้นหรอก.....คือส้มไม่ค่อยบอกใคร นึกจะมาก็มาเลย บินตอนเที่ยงคืน ที่มาส่งก็แค่พ่อแม่และญาติ แต่ตอนส้มมาน่ะ พ่อนั่งเครื่องมาด้วย เพราะกลัวส้มจะอยู่ไม่ได้ ....... แต่บอกได้เลยว่า ส้มไม่ตื่นเต้นอะไรเลยอ่ะ มีแต่คิดถึงอาหารไทย คิดถึงค่าครองชีพที่แสนถูกในเมืองไทย มากกว่า ไม่ค่อยร้องไห้ แต่เหงาน่ะค่ะ ส้มเป็นคนขี้เหงา แต่ไม่ชอบแสดงออกมากนัก ถ้าหากไม่ขี้เหงาจัดๆนะ

 

เพื่อนคนนี้มาอยู่กับส้มได้ 2 สัปดาห์ ก็บินกลับเมืองไทยพร้อมส้มค่ะ เพราะช่วงนั้นเป็น Summer ที่อังกฤษพอดี และเพื่อนส้มก็คงอยู่ไม่ได้จริงๆแล้ว พ่อเขาก็เลยสั่งให้กลับด่วนค่ะ ส้มก็เลยต้องพากลับมาด้วย ขากลับ สายการบินไทยก็ดัน Delay ไป 1 คืน ส้มกับเพื่อนก็เลยต้องค้างที่โรงแรม Holiday Inn สาขา Heathrow คืนนั้นแหละ โดยผู้โดยสารทุกคนจะถูกส่งไปพักที่นั่นหมด ฟรี ออฟ ชาร์จ (FOC) ทุกอย่าง อาหารก็ฟรีค่ะ การบินรับผิดชอบ และนั่นแหละทำให้ส้มกับเธอได้รู้จักกันมากขึ้น ส้มดีใจมากที่เพื่อนคนนี้ไว้ใจส้มนะคะ และขอบอกว่าหลังจากนั้น 1 ปีกว่าๆ เกือบสองปีได้ เพื่อนคนนี้ก็มาอยู่ที่อังกฤษแล้วค่ะ เธออยู่ได้แล้ว จนตอนนี้เราก็อยู่ใกล้กันค่ะ .................

.........................

 

AUN..........อนุญาตให้นำรูปลงประกอบค่ะ

 

 

เพื่อนคนต่อไป....................คนสุดท้ายแล้วกันนะคะ มันจะยาว

 

นางสาวเจ ............. ก็คือมาถึงก็ร้องไห้ค่ะ ก็บ่นว่าอยู่กันได้อย่างไร ที่นี่น่ากลัวชมัดเลย ที่นี่ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้แต่แรกเลย วุ่นวาย และน่ากลัว (คนนะ) พูดภาษาอังกฤษไม่เป็นอ่ะ รถไฟใต้ดินก็เก้าเก่า สกปรกอีกต่างหาก บ้านเมืองก็เก่า โทรมๆ หนาวก็หนาว อากาศเย็นอย่างนี้ ฉันไม่อยากจะออกจากบ้านเลย ไม่รู้จะทำอะไรกินดี ทำกับข้าวไม่เป็น ไม่เคยซักผ้า ไม่เคยหุงข้าว ฉันอยู่ไม่ได้แน่ๆ อยากกลับบ้าน................

 

 

 

 

ส้มขอขยายความดังนี้ค่ะ

 

นางสาวเจนี่ ก็เป็นอีกคน ที่มีมุมมองที่แสนดีเกี่ยวกับลอนดอน  Tube Station หรือสถานีรถไฟใต้ดินที่นี่ ไม่ได้ดีหรือสวยหรูอย่างที่คิดหรอกนะคะ ไม่ได้ใหม่เหมือนเมืองไทย ไม่ได้มีกฎข้อห้ามนำขนมน้ำและสัตว์ขึ้นรถไฟเหมือนเมืองไทยนะคะ ที่นี่ฟรีค่ะ อิสระค่ะ และอุโมงค์เขาขุดกันมาตั้งแต่ราวๆ ปี ค.ศ. 1863 ค่ะ นานโขแล้วน๊า ก็คงจะคาดหวังอะไรในอังกฤษมากไม่ได้หรอกค่ะ ส่วนเรื่องอื่นๆก็คือนานาทัศนคติ และการเตรียมตัว แต่ไม่ต้องกลัว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ คนเราต้องเรียนรู้ด้วยตัวเราเองค่ะ เรามาเพื่อเรียนรู้และเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น แถมได้รู้จักตัวเองอีกด้วยนะ  คนเราเกิดมาเรียนรู้โดยธรรมชาติในเรื่องของการเอาตัวรอด เรียกว่า nature แต่ไอ้ตัวต่อไป nurture นี่แหละ คือการที่เราต้องเรียนรู้เอาเองจากการสังเกต จากการรับฟัง การค้นคว้า พิจารณา และอื่นๆ ไม่ยากหรอกค่ะ เรียนผิดเรียนถูก ทุกอย่างคือครู ไม่ต้องเดือดร้อนหรือกังวลหรอกนะ

 

http://en.wikipedia.org/wiki/London_Underground

http://www.tfl.gov.uk/tube/company/history/early-years.asp

 

 

 

มีอะไรอยากจะบอกอีก ที่นี่ เทคโนโลยีเขาอาจจะมาช้ากว่าบ้านเรานะ บ้านเราชุ๊บ ชั๊บ รวดเร็วปานจรวด บ้านเขามันต้องผ่านกระบวนการกรองตามกฎหมาย อีกอย่างคนที่นี่ค่อนข้างจะหัวอนุรักษ์ หรือที่เรียกว่า Conservative น่ะค่ะ ไม่ค่อยสนใจอิทธิพลต่างชาติเท่าไหร่ America ยิ่งไม่สนใจมากนัก ยกเว้นวัยรุ่นน่ะค่ะ ที่เริ่มทำตาม ก็เพราะสื่ออีกน่ะแหละ ที่อังกฤษไม่มี ไอติมSwensen’s ไม่มี Seven11 ไม่มี ห้างต่างชาติที่ตั้งอยู่ดาษดื่นทั่วไปด้วยนะคะ (ประเทศไทยมีระบบการค้าเสรีผิดแบบ โดยนำห้างอังกฤษมาเปิดทั่วไปในกรุงเทพกว่า50 สาขา คือ TescoLotus และคิดดูทั่วประเทศจะกี่สาขา และนี่ทำให้ร้านโชว์ห่วยต่างๆ หรือ small business ต่างๆ เจ๊งกันเป็นแถบๆ น่าสงสารมากที่รัฐบาลไม่มีกฎหมายเกื้อหนุนให้คนในกรุงเทพมีงานทำ หรือมีธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องนำเงินต่างชาติมาลงทุนเปิด Seven11 หรือ TescoLotus นะคะเนี่ยะ เสียดายจริงๆ)  คิดดูนะคะ ร้านค้าที่ขายแบบ super mart น่ะค่ะ จะทำโดยคนต่างชาติ เช่นแขก จีน ไทย อะไรแบบนี้ จะมีพวกฝรั่งชาวอังกฤษที่ขยันทำมาหากินเปิดร้านแบบนี้ยากมากค่ะ เขาไม่ทำกัน และดูจะเป็นการมองโดยภาพรวมแล้วว่าธุรกิจ small business เหล่านี้ จะเป็นของคนแขกเท่านั้น ส่วนร้านค้าขายของ oriental food ก็เป็นพวกจีน ไทย ซะมากกว่า แต่ร้านที่ขายของเหมือน Seven ที่บ้านเรานะ พวกแขกจะทำซะมากกว่า คนไทยเราเลยเรียกซะฮิตติดปากว่า ร้านแขก คนอังกฤษเรียกว่า corner shop or grocery shop เฉยๆ บางร้านอาจจะมีแผงขายผักผลไม้หน้าร้าน สนนราคาที่ค่อนข้างจะถูกกว่าซุปเปอร์ใหญ่ๆ แต่ของในร้านน่ะ จะแพงกว่าร้านค้าใหญ่ๆพวก Safeway, Sainsbury, Teso อีกนะคะ และร้านแขกที่ดังมี franchise ไปทั่วลอนดอนก็คือ เท่าที่สังเกตนะก็ร้าน One-Stop Shop และก็ Budgen นี่แหละค่ะ

 

 อ้ออ.......มีอะไรจะแนะนำอีกนะ ร้านอาหารอินเดียเนี่ยะ เปิดมากมายในประเทศอังกฤษ รองลงมาก็จีน และก็ไทยตามมาค่ะ ดังนั้น สิ่งนี้ก็ทำให้มองได้เลยว่า แขกมาแรงเพราะอะไร .......ถ้าจะให้ร่ายยาวก็คงต้องย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อนที่อินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษน่ะค่ะ มันก็งี้แหละ ตอนนี้ประเทศเขาเลยมีแขกเข้าเมืองเยอะ ไม่เหมือนประเทศไทยเรา ที่คนเข้าประเทศทำไมต้องเจาะจงไปไม่รับคนปากีสถานเข้าประเทศซะงั้นก็ไม่รู้ 

  • อังกฤษน่ะค่ะ มีขอทานด้วย แต่ไม่มาก เรียกว่า Homeless people
  • อังกฤษมีจราจลก่อการร้านที่เรียกว่า IRA มานานมากแล้ว แต่ตอนนี้ซาลง โดยที่ผู้ก่อการร้ายมักจะมุ่งไปที่แหล่งสำคัญ
  • ลอนดอนมี Pick pocket หรือพวกลักเล็กขโมยน้อยตามอำเภอใจ ส้มมักเรียกพวกนี้ว่า haphazard pick-pocket คือว่า มันจะฉกจะฉวย จะกรีดเป๋า จะวิ่งชนและควักเป๋าเมื่อไหร่ก็ได้ โดยเราไม่รู้ตัวเลยล่ะ พอมารู้อีกที เงินที่หายไปคงไปถูกใช้อย่างสำราญที่ไหนสักแห่งในโลกใบนี้
  • ลอนดอนมีคนหลากหลายมากค่ะ หลากหลายศาสนา และเชื้อชาติ ลองคิดดูสิคะว่า ความวุ่นวายที่สามตัวอย่างที่ส้มให้มาที่พวกเขาเอ่ยถึงน่ะ มันมาจากตรงนี้ดว้ยหรือเปล่า เฮ้อ.. -_-

 

 

 เข้าใจนะคะว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทั้งหลายที่มาอังกฤษ มาคนเดียว เหงา ไม่มีที่ไป ไม่มีคนรู้จัก หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็คงอยากได้คนไทย พูดภาษาเดียวกันไว้เป็นเพื่อน อืม จริงๆมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะ สำหรับคนมาอังกฤษใหม่ๆ ที่จะมีเพื่อนคนไทยไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา สำหรับบางโอกาสเน้นเลยนะ ว่าแล้วแต่โอกาสเลยค่ะ ถ้าเราเจอคนไทย เราก็อุ่นใจ คลายเหงาไปได้บ้าง มีกลุ่มก้อนกับเขาบ้าง มีเพื่อนช้อปปิ้ง มีเพื่อนเที่ยว และอะไรอีกหลายๆอย่าง แต่ถ้าเราไม่ลองที่จะออกมายืนคนเดียวดูบ้าง เราเองก็จะไม่รู้เลยว่า สังคมภายนอกที่โลดแล่นอยู่ตรงหน้าเราน่ะเป็นไง เขามีให้เราลองก็ทำไมจะไม่ลองดูบ้างล่ะ แต่ก็ต้องรู้จักแยกแยะหน่อยนะ ในสิ่งที่จะลอง.........

 

บางครั้ง มันก็ดีที่ได้ออกไปยืนคนเดียว.........

อยู่คนเดียว......เพื่อเปิดสังคมที่ดีกว่า ............

 

ลองทำไปพร้อมกันกับส้มนะคะ อย่าอายที่จะเก็บเกี่ยวหรือว่าอย่าอายที่หาประโยชน์จากประเทศที่เราเสียเงินมาหลายแสนบาท อย่าอายเพราะเรามาด้วยความลำบาก (ตั้งแต่การขอวีซ่า การหาข้อมูลเตรียมตัว) อย่าอายที่จะต้องหัดกล้าแสดงออก เวลาเรียนหนังสือ อย่าอายที่จะกล้า Present ประเทศตัวเองด้วยความภาคภูมิใจเมื่อได้โอกาส อย่าอายที่จะต้องพูดภาษาอังกฤษงูๆปลาๆ อย่าอายที่จะต้องพูดสำเนียงไทยๆ อย่าอายที่จะ Take action คือกระทำ เพราะมันไม่ใช่เมืองไทย...........เมื่อคุณมาเมืองนอก adapt ความอาย ให้เป็นความมั่นใจ ดีกว่าค่ะ มันจะค่อยๆพัฒนาไปเรื่อยๆ จนดีขึ้นเอง ไม่ใช่ให้ลืมความเป็นไทย...........แต่ให้รู้จักปรับตัว........adaptation มากกว่าที่จะปล่อยให้ประเทศนี้ทำให้คุณเสียความมั่นใจในตัวเอง รวมถึงการที่เราจะทำงาน part-time ด้วยนะคะ ที่อยากจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องทำร้านอาหารไทย........ทำที่ไหนก็ได้ ถ้าคุณแน่ใจว่า วีซ่าคุณทำงานได้ แต่ต้อง authorised คือต้องลงทะเบียนเป็นพนักงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายน่ะค่ะ อันนี้ก็ต้องตามกระบวนการกฎหมายอังกฤษกันต่อไป ส้มเองจริงๆก็ดีแต่พูดแหละ ทำจริงๆก็นานนะกว่าจะปรับตัวได้อ่ะ ทุกวันนี้ก็ยังไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ ก็ยังมีแนวๆหัวอ่อน ไม่ทันคนบ้างน่ะแหละ แต่ที่บอกที่เตือนก็คือ พักนี้ได้ยินคำว่า "อังกฤษไม่เป็นอย่างที่คิดบ้อยบ่อยอ่ะนะ"

 

  

 

และนั่นแหละ ทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่ส้มตั้งใจเสมอมาที่อยากจะเขียนถ่ายทอดความคิดของตัวเองบางอย่าง ให้เพื่อนๆได้เข้าใจ อย่าลืมนะคะว่า อังกฤษ ลอนดอน ก็คือประเทศประเทศนึง ที่เราอาจจะมามัวนั่งคาดหวังอะไรให้สวยหรูอย่างที่ทุกคนคิดก็ไม่ได้หรอกค่ะ มันมีจุดเล็กๆน้อยๆอีกมากมายที่อยากจะเอ่ยถึง แต่อยากจะบอกว่า มันเยอะซะจนอธิบายไม่ถูก เอาเป็นว่า ลองอ่านลิงค์ที่ส้มแทรกมาให้นี่แหละค่ะ แล้วก็ไปเตรียมใจให้พร้อม เพื่อรับให้ได้กับหนทางข้างหน้า ดีกว่ามานั่งกังวลหรือกลัวกับประเทศนี้ เพราะสิ่งที่ดีๆ ก็มีมากมายนะคะ และใครที่มาแล้วไม่มีกำลังใจ ก็อยากจะให้พยายามเข้าใจตัวเอง รู้จุดประสงค์ของตัวเองว่ามาทำไม และเรียนรู้จากสิ่งที่เราเห็นและพบเจอดีกว่าเนอะ

 

อืม......จะว่าไปส้มก็ไม่ได้เก่งกาจนักหรอกนะคะ ที่เขียนมาให้อ่านน่ะก็อาศัยจากประสบการณ์ของตัวเอง ที่เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างและก็ได้รู้จักความต้องการของตัวเอง รู้จักอดทนมากๆ เลิกทำตัวเป็นคุณหนูกันซะที........และที่นี่จะสร้างคุณให้เป็นคนใหม่.................

 

ป.ล. นี่คือมุมมองใหม่ที่อยากให้ผู้อ่านได้รับความรู้บางอย่าง แต่ไม่อยากให้เชื่อซะทีเดียว ไม่ได้บอกว่าส้มเก่ง หรือรู้เรื่องไปซะหมดและไม่ได้เชียร์ให้มา เพื่อเปลี่ยนตัวเอง ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน คุณเรียนรู้และรู้จักตัวเองได้เรื่อยๆ แต่เมื่อถึงภาวะที่ต้องรับผิดชอบใดๆก็ตาม คุณก็ควรจะทำมันให้เต็มที่ และอดทนให้มากที่สุด รู้จักวิธี Improvise คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รู้จักหน้าที่และรับผิดชอบให้ดีที่สุด.............ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มที่สุดนะคะ

 
 
 

 

 

 

 




Somdiary in the UK (old stories)

Diary Repost: มาเรียนที่อังกฤษ ได้อย่างไรเนี่ยะ ตอน 2 article
Diary Repost: มาเรียนที่อังกฤษ ได้อย่างไรเนี่ยะ? ตอน 1 article
Trip to Scoltand ตอน เจอะวัวไฮแลนด์ และ fish & chips ที่ Tyndrum article
Trip to Scoltand ตอน เมือถึง Inverness และ Loch Ness article
Trip to Scotland ตอน จาก Aberdeen ไป Inverness ค่ะ (29-06-06) article
Trip to Scotland ตอน เดินทางมา Aberdeen article
Trip to Scotland ตอน ตะลุยผ่าน Stonehaven.....ปราสาท Dunnottar article
Trip to Scotland ตอน แวะเมือง Dundee เมืองอุตสหกรรม ที่นักท่องเที่ยวน้อย (27-06-06) article
Trip to Scotland ตอน ท่อง ST. Andrews สก๊อตแลนด์ เมืองแห่งกอล์ฟ 26-06-06 article
Trip to Scotland ตอน เริ่มเดินทาง ( 25 - 26.06.2006) article
วันรับปริญญา ในปี 2549 article
Thames Valley University เปลี่ยนชื่อแล้วค่ะ
LONDON IMAGES Volumn2 @ Oxford Street and Knightbridge
LONDON IMAGES Volumn1 @ Oxford Street and Knightbridge
21 November 2006 ผ่านอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน....เพื่อกระดาษใบเดียว....ใบปริญญา article
ภาพจาก Kew Garden8 มิถุนายน 2549 article
ท่องตลาด Spitalfields article
14 March 2006 : เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัย SOAS article
In you heart article
อินคา !!! เสาร์ที่ 10 มิถุนายน 2549 article
Saranrom สราญรมย์ ร้านอาหารไทย ตอนที่ ๒ article
Saranrom สราญรมย์ ร้านอาหารไทย ตอนที่ ๑ article
ทบทวนสักนิด ก่อนคิดที่จะไปสัมภาษณ์ (สำหรับขอวีซ่า) article
ย้อนรอย หนังสือ ส้ม’s Diary article
ประกาศ การเลือกตั้งในสหราชอาณาจักร....ค่ะ article
ส้มไดอารี่กับโรงเรียนสอนภาษาในลอนดอน ตอนที่ 2 (06-02-06) article
Invitation Letter (Edited Version) article
ส้มไดอารี่ กับ โรงเรียนภาษาในลอนดอน (04-02-06) article
ช่วงเวลาแห่งความอดทน 19-01-2006 article
The Lion King Musical 06-12-05 article
มู๋ย่างเกาหลี ที่ Regent Street (14-11-05) article
มาเรียนอังกฤษ มาอย่างไร ให้พร้อม ?? .......(18-11-05) article
วัน Halloween ที่ผ่านมา ............... (7 Nov 05) article
ปีสุดท้าย...ของการศึกษา.....12 OCT'05 article
หาบ้านในลอนดอน......ซื้อของเข้าบ้านที่ IKEA….6 ตุลาคม 48 article
ตอน พายายเที่ยวกรุงเทพฯจ๊า article
การบินไทย.......รักคุ๊ณเท่าฟ้าฟ้าาาาาาาาาาา........Trickดีๆสำหรับคนต้องการปรับเวลา article
Thai Square Putney Bridge .........Part 1 article
Thai Square Putney Bridge .........Part 2 article
The Lion King Diary's Gallery ....Part 1 article
The Lion King Diary's Gallery ... Part 2 article
วันลอยกระทง วัดพุทธประทีป พาตัวไปใกล้วัด 13 Nov 05 article
รวม Link เกี่ยวกับประเทศอังกฤษค่ะ article
My Pie article



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail


Copyright © 2010 All Rights Reserved.